ลูก 6 เดือน กับสาระดีๆ

ลูก 6 เดือน

ลูก 6 เดือน กับสาระดีๆ เผลอเดี๋ยวเดียวเวลาก็ผ่านไปครึ่งปีแล้วนับจากวันที่ลูกน้อยลืมตาขึ้นดูโลก แม้คุณแม่จะตั้งอกตั้งใจดูแลลูกรักให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน แต่บางครั้งก็อาจรู้สึกว่าตารางชีวิตแน่นเกินกว่าจะหยุดพักและนึกถึงความชื่นใจของการเป็นแม่ ดังนั้น ลองหาเวลาเล่นกับลูก มอบความรักความอบอุ่นที่มีคุณค่าที่สุดให้แก่ดวงใจดวงน้อยของคุณ ในช่วงเวลาเงียบๆ แบบที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน เด็กวัย 6 เดือนนี้ เป็นช่วงวัยที่เหมาะสมที่คุณแม่จะอุ้มลูกใส่รถเข็นเด็กแล้วพาออกไปข้างนอกบ้านบ้าง ลองพาลูกไปเดินเล่นแล้วพูดคุยกับเขาว่าคุณเห็นอะไรตามข้างทาง อย่ากีดกันไม่ให้ลูกออกมาเจอโลกภายนอก และให้รู้สึกดีกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ คุณแม่คือครูคนแรกที่สำคัญต่อลูกน้อยมากที่สุด และเด็กๆ จะเห็นว่าโลกใบนี้ปลอดภัยน่าอยู่เพียงไร ก็ด้วยการเรียนรู้ผ่านคุณครูคนแรกนี่เอง

การทานอาหารและการนอนหลับ ลูกน้อยวัย 6 เดือนส่วนใหญ่จะเริ่มพร้อมหม่ำอาหารเสริม เด็กบางคนอาจพร้อมก่อนวัยและเริ่มเคี้ยวอาหารเสริมได้บ้างแล้ว เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน ธาตุเหล็กที่เก็บสะสมไว้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาจะเริ่มร่อยหรอและถึงเวลาต้องเติมใหม่อีกครั้ง นมแม่มีปริมาณธาตุเหล็กต่ำ ดังนั้น ซีเรียลจากข้าวเสริมธาตุเหล็กจึงเป็นอาหารเสริมชนิดแรกๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ป้อนเด็ก แต่เจ้าตัวน้อยหลายๆ คนอาจไม่โปรดปรานรสชาติของมันนัก ให้ลองผสมเนื้อผลไม้ เช่น แอปเปิ้ลหรือลูกแพร์ที่ไม่หวานนักลงไปในซีเรียลเพื่อปรุงแต่งรสชาติให้น่าหม่ำยิ่งขึ้น โดยให้ลูกดื่มนม ซึ่งเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญอันดับหนึ่งก่อน แล้วจึงค่อยป้อนอาหารเสริมตาม ลูกน้อยวัยนี้ยังต้องการนอนหลับครั้งละ1-3 ชั่วโมง รวม 3 ครั้ง ในช่วงกลางวัน และประมาณ 10 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน แม้ตัวเลขนี้จะดูมากจนน่าตกใจ โดยเฉพาะสำหรับเจ้าตัวน้อยที่ดูไม่ค่อยอยากจะหลับสักเท่าไรก็ตาม ให้คุณแม่ลองกล่อมลูกด้วยเทคนิคเดียวกับที่ใช้กล่อมช่วงกลางคืน หากคุณพ่อคุณแม่กล่อมลูกอย่างสม่ำเสมอและสงบนิ่งอยู่ได้ จะช่วยปลูกฝังนิสัยให้ลูกน้อยนอนหลับสนิทได้

พฤติกรรมของลูกน้อย ลูกน้อยวัยนี้จะคิดว่าตัวเองฉลาดสุดๆ เมื่อเล่นเป่าน้ำลาย หรือส่งเสียงจากลำคอได้สำเร็จ เจ้าตัวน้อยบางคนจะชอบใช้มือป่ายใบหน้าคุณพ่อคุณแม่ หรือแม้กระทั่งดูดจมูกหรือแก้ม หากลูกน้อยมีพฤติกรรมเช่นนี้ให้ดีใจได้เลยว่า ลูกกำลังเรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านปากน้อยๆ ของเขาอยู่ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรวิตกกังวลจนเกินเหตุเกี่ยวกับความสะอาด และไม่ควรห้ามลูกนำของเข้าปากไปเสียทุกอย่าง เพราะหลังจากเริ่มทานอาหารเสริมแล้ว เขาจะเริ่มทำความรู้จักและเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุทุกชนิด ซึ่งในบางครั้งอาจไม่ถึงกับปลอดเชื้อหรือสะอาดเท่าที่ควร ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังไม่ได้เริ่ม ลองหันมาอ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวันดู แล้วคอยสังเกตเวลาคุณเปิดรูปสีสวยๆ หรือชี้ภาพเดิมๆ ให้เขาดู พูดคุยกับลูกให้สนุกสนานโดยไม่ต้องกังวลใจอะไร เพราะเจ้าตัวน้อยตรงหน้าย่อมไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรคุณอยู่แล้ว เมื่อคุณหัวเราะกับลูกน้อย ลูกก็จะหัวเราะตอบ คุณแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่า ลูกน้อยชอบเล่นแบบไหนและเขาจะรอดูว่าผู้ใหญ่จะทำอะไรต่อไปขณะเล่นกับเขา อย่างไรก็ดี ความอดทนในการเล่น และปฏิกริยาโต้ตอบของลูกน้อยจะกินเวลาแค่ช่วงสั้นๆ โดยคุณแม่จะดูออกเองว่าเมื่อใดที่ลูกเบื่อและไม่อยากเล่นแล้ว การเลิกจ้องมอง การมองไปทางอื่น และเริ่มโยเย คือสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาต้องเลิกเล่นและอุ้มเขาออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ การรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดเล่นสำคัญพอๆ กับการเริ่มเล่นหยอกล้อกับลูก พยายามใส่ใจสัญญาณจากลูกน้อย เพราะการตอบสนองของคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นบทเรียนแรก ที่สอนให้ลูกน้อยรู้จักพัฒนาความรู้สึกร่วมเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

ลูก 1 เดือน

ลูก 1 เดือน กับวิธีการเลี้ยงดู

ลูก 1 เดือน 

ลูก 1 เดือน

ลูก 1 เดือน กับวิธีการเลี้ยงดู เมื่อมีสมาชิกตัวน้อยๆ เพิ่มเข้ามาในครอบครัว ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบ้าน แทบจะเรียกได้ว่าทุกวินาทีที่ผ่านไปรวดเร็วจนอาจจะตั้งตัวไม่ทัน และบางครั้งก็อาจทำให้คุณแม่กังวลมากจนแทบจะไม่มีเวลาทำสิ่งอื่นนอกจากการดูแลลูก ลูกน้อยวัย 1 เดือน ต้องการการดูแลใกล้ชิดอย่างมาก เพราะยังหัดทำอะไรเป็นตารางเวลาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการนอน ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่ยังไม่สามารถควบคุมการนอนและตื่นได้ ลูกน้อยจะตื่นมาหลังจากนอนได้เพียง 2-3 ชั่วโมง และพร้อมกินนมก่อนจะนอนหลับต่อในเวลาต่อมาไม่นาน

การให้นมลูกน้อย ในช่วงเดือนแรก ควรป้อนนมทารกอย่างน้อย 6 ครั้งในแต่ละวัน หรือ 12 ครั้งต่อวันถ้าให้นมแม่ ระวังอย่าป้อนนมลูกในแต่ละครั้งมากเกินไป คอยสังเกตอาการของลูกน้อยเมื่อรู้สึกอิ่ม เพื่อปรับปริมาณและเวลาที่ป้อนนมให้เหมาะสม

การนอน เดือนแรกนี้ลูกน้อยจะใช้เวลานอนค่อนข้างมาก เมื่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยเริ่มง่วง ควรให้ลูกนอนพักในเปลหรือเตียง ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มง่วงและหลับสนิทหลังจากการป้อนนมได้ไม่นานนัก คุณแม่อาจจะเห็นลูกน้อยวัย 1 เดือนยิ้มเป็นครั้งแรกในช่วงวัยนี้ แต่สิ่งที่คุณเห็นนั้นเป็นเพียงการแสดงออกของกล้ามเนื้อบนใบหน้ามากกว่า ซึ่งรอยยิ้มของลูกน้อยจริงๆ จะมีต่อเมื่อผ่าน 6 สัปดาห์ไปแล้ว และทารกบางคนอาจจะมีอาการโคลิกหรือร้องกวนมากขึ้นเพื่อฝึกการทำงานของปอด อาการร้องไห้ไม่หยุดนี้ทำให้พ่อแม่มือใหม่หลายคนกังวลใจมาก เพราะไม่รู้วิธีรับมือกับเรื่องนี้ สิ่งที่ทำได้ง่ายมากๆ คือ การปลอบลูกน้อยด้วยความอ่อนโยน

การเจริญเติบโตของลูกน้อย น้ำหนักในช่วงเดือนแรกควรมากกว่าน้ำหนักแรกเกิด โดยเฉลี่ยแล้วลูกน้อยควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 150-200 กรัมต่อสัปดาห์ หากพบว่าลูกน้อยมีน้ำหนักตัวเพิ่มไม่เป็นไปตามเกณฑ์ควรรีบปรึกษากุมารแพทย์ทันที บริเวณที่สะสมไขมันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ต้นขา หน้าท้องและใบหน้า กรณีที่ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวมากขึ้น ไขมันส่วนเกินจะไปพอกเพิ่มเติมบริเวณลำคอและช่วงแขน ซึ่งคุณแม่ยังไม่ต้องกังวลมากนักในช่วงเดือนแรก เพราะการเลี้ยงลูกน้อยด้วยนมแม่ซึ่งมีปริมาณไขมันค่อนข้างสูง ทำให้ทารกมีน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นง่ายในระยะ 2-3 เดือนแรก และเดือนต่อมาก็จะเติบโตตามปกติ

การดูแลสุขอนามัยที่ดี ลูกน้อยของคุณควรได้รับการฉีดวัคซีนในเดือนแรกตามที่แพทย์นัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย เพราะลูกน้อยยังไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงมากพอในการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆหมั่นล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งเสมอทุกครั้งก่อนที่จะมีการสัมผัสกับลูกน้อย เพื่อควบคุมและป้องกันเชื้อโรคที่แฝงอยู่ตามที่ต่างๆ และควรใช้ครีมบำรุงผิวของคุณเองด้วยเมื่อรู้สึกว่ามีอาการผิวแห้งจากการล้างมือบ่อยครั้ง

การเล่นของลูกน้อย หมั่นลูบหรือคลึงเบาๆ บริเวณช่วงท้องของลูกน้อยในแต่ละวัน เพื่อให้ทารกได้มีการขยับคอและเสริมความแข็งแรงให้กับลำตัวส่วนบน ลูกน้อยอาจจะแสดงอาการรำคาญให้เห็นบ้าง คุณแม่อาจใช้เสียงเพลงและขยับตามจังหวะดนตรีช่วยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้และจดจำเสียงรอบๆ ตัว เป็นการฝึกประสาทสัมผัสทางการได้ยินและแยกแยะเสียงที่คุ้นเคยได้ และทารกก็จะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับสมาชิกในบ้านคนอื่นๆ

พัฒนาการของทารก เมื่อแรกเกิดลูกน้อยจะจ้องมองหน้าแม่และหันตามได้ และวัยนี้ลูกน้อยจะเรียนรู้ที่จะตอบสนองต่อเสียงของคนที่คุ้นเคยโดยหันหาที่มาของเสียงได้ เช่น มองหาใบหน้าของแม่และพ่อ และมีปฏิกิริยากับคนรอบข้าง พฤติกรรมนี้ช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึกการทำงานของสมองในการจดจำ และเรียนรู้โลกรอบๆ ตัว แม้ว่าลูกยังต้องการการดูแลจากเรา แต่เค้าก็แสดงออกถึงความต้องการของตัวเองได้ด้วย

พัฒนาการทางร่างกายและการส่งเสริม
ทารกในช่วงหนึ่งเดือนแรกยังต้องการการนอนหลับพักผ่อนมากถึง 12-14 ชั่วโมง และเมื่อตื่นก็มักจะใช้เวลาไปกับการดูดนม การเปลี่ยนผ้าอ้อม และการมองสิ่งต่างๆ รอบตัวในบางครั้งคราว และหลายครั้งก็จะร้องไห้อย่างหาสาเหตุไม่ได้ อย่างไรก็ตามการนอนของทารกไม่ได้หยุดยั้งพัฒนาการแต่อย่างใด แต่เขาสามารถรับรู้ถึงแรงกระตุ้นและตอบสนองกับสิ่งเร้าต่างๆ แม้ว่าดวงตาของเขาจะปิดก็ตาม หรืออาจะกล่าวได้ว่าทารกจะหลับสนิทประมาณ 20-30% เท่านั้น นอกนั้นจะเป็นการเคลิ้มหลับ ตารางเวลาของทารกจะตื่นทุกๆ 3 ชั่วโมงในช่วงสัปดาห์แรกตั้งแต่แรกเกิด และเมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 2 คุณพ่อคุณแม่ก็จะเริ่มจับกิจวัตรประจำวันและอากัปกิริยาของลูกเวลานอนได้มากขึ้น อาทิ

        • ครางหงิงๆ เบาๆ
        • ทำหน้าเหยเก
        • แสยะยิ้มหรือทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
        • ดูดปากเองเสียงดังจุ๊บจั๊บ
        • หายใจไม่สม่ำเสมอ
        • มีอาการกระตุกที่ใบหน้า
        • เปลือกตาเผยอเล็กน้อยและดวงตาคู่เล็กๆ มักชำเลืองไปมา

พัฒนาการทางร่างกาย
ร่างกายของทารกช่วงนี้มักจะอยู่ในผ้าห่มอุ่น และยังต้องการความปลอดภัยจากการห่อหุ้มนี้ เพราะถ้าผ้าหลวมเกินไปก็จะทำให้ผวาและร้องไห้ได้ และจะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางร่างกายของทารกยังไม่มีการพัฒนามากนัก แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทารกวัย 1 เดือนมีพัฒนาการที่ดี คือ การเตรียมเสื้อผ้าให้พอดีตัว ผ้าอ้อมแห้งไม่เปียกชื้น และผ้าห่มที่อุ่นสบาย จะช่วยให้เขามีพัฒนาการทางร่างกายที่ดีได้เช่นกัน

พัฒนาการทางร่างกายที่เด่นชัดของทารกวัย 1 เดือน ได้แก่

        • ถ้าดึงแขนลูกขณะนอน ทารกจะพยายามยกศีรษะตั้งตรงกับแนวหลัง
        • เมื่อนอนหงายจะพลิกตัวได้
        • ยังไม่สามารถพยุงศีรษะให้ตั้งตรงเองได้
        • ชอบเอากำปั้นเข้าปาก เมื่อแกะมือออกจะทำท่าเหมือนฉวยจับด้ามช้อน

เปิดประสบการณ์อย่างแรกด้วยดวงตา
นักวิจัยและนักพัฒนาการเด็กมีความเชื่อว่า การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อพัฒนาการด้านสายตา จะช่วยให้ลูกตอบสนองได้ดีกว่าการปล่อยให้ลูกมองสิ่งต่างๆ เองตามธรรมชาติ เพราะจะช่วยให้การมองแบบไร้จุดหมายมีจุดหมายขึ้น อย่างเช่น โมบาย ภาพเคลื่อนไหว เสียงกระดิ่ง เป็นต้น

        • เด็กจะมองชัดเมื่อวัตถุเข้าใกล้ประมาณ 8-10 นิ้ว
        • มองตามแสงหรือใบหน้าคน
        • มองตามสิ่งของจากบนลงล่างและไปด้านข้างได้แล้ว นัยตา 2 ข้างเริ่มประสานกัน

พัฒนาการปฎิกิริยาสะท้อนกลับ
ทารกวัย 1 เดือนมีปฎิกิริยาสะท้อนกลับไวขึ้น ก็จะมีการกระตุกน้อยลง เพราะสมองและเส้นประสาทต่างๆ เริ่มทำงานเป็นระบบควบคู่กับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น บวกกับลูกจะหายใจเป็นจังหวะมากขึ้น มีอาการสะดุ้ง ตกใจ ผวา ลดลง อาจจะสังเกตว่าเหลือแต่มือและเท้าที่กระตุกในบางครั้งเท่านั้น

พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริม
ในเดือนแรกนี้ทารกมักจะหงุดต่อสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวน ไม่ว่าจะเป็นการรบกวนจากสิ่งเร้าภายนอก หรือการบิดตัวของตนเองก็สามารถหงุดหงิดิได้เช่นกัน แต่เป็นช่วงที่ทารกกำลังเรียนรู้ที่จะปรับตัว ซึง่จะพบว่าทารกจะร้องไห้เก่งขึ้นและกินนมบ่อยขึ้นกว่าสัปดาห์แรก บางครั้งคุณก็จะเห็นลูกยิ้มน้อยๆ เหมือนกับอารมณ์ดีทักทายคนอื่นๆ แต่ว่าการยิ้มนี้มักจะเกิดขึ้นช่วงนอนหลับ และเกิดจากกล้ามเนื้อกระตุกยิ้มให้เท่านั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลคือ การร้องไห้ ลูกมักจะร้องเพราะหิวนม เปียกชื้น หงุดหงิด และการร้องไห้มิใช่เรื่องของอารมณ์เพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือลูกต้องการสื่อสารให้เราทราบบางอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งจะแสดงออกด้วยการร้องไห้นั่นเอง บางครั้งลูกจะร้องไห้ 4-5 ครั้ง นาน 20-30 นาทีต่อวัน ดังนั้นเมื่อลูกร้องไห้ คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับอารมณ์ของลูกได้โดยการอุ้มปลอบโยน ปล่อยให้ลูกนอนเล่นเงียบๆ พูดคุยจ้องหน้า เพื่อให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย แล้วลูกก็มักจะผลอยหลับไปเอง

แม้ว่าลูกจะมีอายุได้แค่เดือนเดียวแต่เขาก็สามารถรับคลื่นความเครียดจากคุณพ่อคุณแม่ได้ ถ้าคุณแม่เริ่มเครียดเรื่องค่าใช้จ่าย คุณพ่อเครียดเรื่องงาน ลูกจะรับรู้ได้ทันทีและจะโยเยอย่างไม่มีเหตุผลบ่อยครั้ง แต่หากคุณพ่อคุณแม่เข้าหาลูกด้วยท่าทีอารมณ์ดี ลูกก็จะเป็นเด็กที่แจ่มใสโยเยน้อยกว่าด้วย

พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจที่เด่นชัดของทารกวัย 1 เดือน ได้แก่

  • ทำสีหน้าพอใจเมื่อสบาย และทำสีหน้าทางลบเมื่อรู้สึกเจ็บ
  • หากได้สบตาคุณพ่อคุณแม่หรือคนคุ้นเคย จะมีอารมณ์ดีขึ้น
  • เริ่มจำเสียงพ่อแม่ได้แล้ว
  • ปรับท่าทางตัวเองให้เหมาะกับการอุ้มของคุณพ่อคุณแม่

ลูก งอแง ไม่ อยาก ไป โรงเรียน รับมือได้สบายๆ

ลูก งอแง ไม่ อยาก ไป โรงเรียน

ลูก งอแง ไม่ อยาก ไป โรงเรียน รับมือได้สบายๆ เมื่อถึงวัยและเวลาที่ลูกจะต้องไปโรงเรียน บางบ้านอาจเกิดปัญหา ลูกน้อยไม่ยอมไปโรงเรียนเด็กบางคนร้องไห้ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงโรงเรียน เด็กบางคนถึงกับลงไปชักดิ้นชักงอหน้าโรงเรียน กว่าจะกล่อมกว่าจะโอ๋กันได้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เด็กบางคนเมื่อได้ไปเรียนแล้วคุ้นเคยกับเพื่อนที่โรงเรียนก็จะเลิกร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอีก แต่เด็กบางคนทำยังไงก็ยังไม่อยากไปโรงเรียนอยู่ ปัญหานี้คุณพ่อคุณแม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

6 วิธีแก้ปัญหา ลูกไม่ยอมไปโรงเรียน

1.ช่วงสัปดาห์แรกควรไปรับ-ไปส่งลูกด้วยตัวเอง หรือไปรับ-ไปส่งตลอดได้ก็จะดีลูกจะเกิดความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ทิ้งเค้าไปไหนค่ะ

2.อย่าขู่ หรือ บังคับลูก เพราะเด็ก ๆ จะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปโรงเรียน เด็กบางคนจะคิดว่าพ่อแม่เอามาทิ้ง ดังนั้นไม่ควรบังคับลูกค่ะ

3.พูดคุยทำความเข้าใจให้ตรงกัน ถ้าลูกเคยไปโรงเรียนแล้ว ร้องไม่อยากไปอีกให้สอบถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร เข้ากับเพื่อนหรือคุณครูได้หรือไม่ จะได้แก้ไขปัญหาได้ถูกทางค่ะ

4.ชวนคุย ตอนแต่งตัวให้ลูกก่อนไปโรงเรียนหรือตอนนั่งทานข้าวด้วยกัน ควรชวนลูกคุยให้เขาได้ผ่อนคลาย แล้วสอบถามเรื่องต่าง ๆ ว่าเมื่อวานทำกิจกรรมอะไรบ้างที่โรงเรียน กินข้าวกลางวันกับอะไร ลูกจะเพลินและเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่โรงเรียนให้ฟัง คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้ว่าลูกทำอะไรบ้างในแต่ละวันค่ะ

5.คุณพ่อคุณแม่ควรจะชื่นชมและให้กำลังใจลูก เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนและสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง  และพร้อมชี้จุดดีที่ลูกควรไปโรงเรียน อย่างเช่น ลูกเก็บขยะทิ้งลงถังเอง เก็บแก้วน้ำเอง  สิ่งเหล่านี้ถ้าลูกทำอะไรได้เหมือนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ลูกจะอยากไปโรงเรียนเองค่ะ

6.สอนให้ลูกหัดช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก เด็กบางคนช่วยเหลือตัวเองได้น้อย อาจเป็นเพราะอายุอ่อนเดือนกว่าเพื่อนร่วมชั้น หรือ ตอนอยู่บ้านอาจจะไม่ค่อยได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อไปอยู่ร่วมชั้นกันแล้ว ก็จะทำได้ไม่เหมือนเพื่อน ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น จึงทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ดังนั้นเมื่อลูกอยู่ที่บ้าน อะไรที่ลูกสามารถทำได้ ก็ควรให้ลูกทำเองลูกจะได้ชินแล้วรู้จักช่วยเหลือตัวเองค่ะ

อาการเด็กไม่อยากไปโรงเรียน เป็นเรื่องปกติของเด็กเกือบทุกคน บางคนแสดงออกด้วยการร้องไห้ บางคนเก็บสะสมความเครียดเรื่องไม่อยากไปโรงเรียนจนทำให้ตัวเองเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปวดแขนปวดขา ซึ่งเป็นกลไกการต่อต้านทางร่างกายที่ส่งผลมายังเด็ก คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งไปคิดว่าลูกโกหกหรือแกล้งพูดนะคะ ควรสังเกตลูกดี ๆ และหาทางแก้ไขที่เหมาะสมจะดีกว่าค่ะ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนได้อย่างไร?

  • หากลูกแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเริ่มเปิดภาคการศึกษาใหม่ พ่อแม่ก็ควรตามลูกไปที่โรงเรียนด้วย และเข้าพบกับครูก่อนการเริ่มเรียน
  • การขอความช่วยเหลือจากโรงเรียนเพื่อทำให้เด็กรู้สึกเป็นกังวลน้อยลงก็เป็นวิธีที่ช่วยได้มาก โดยขอความช่วยเหลือจากครู ในการสนับสนุนให้ลูกเอาชนะความกังวลต่างๆ
  • อย่าละเลยหรือปฏิเสธความกังวลของลูก แต่ควรยอมรับ และให้ความเชื่อมั่นแก่ลูก เช่น อาจพูดกับลูกว่า “พ่อรู้ว่าลูกกลัวว่าพ่อจะไม่ไปรับ แต่ไม่มีเหตุผลที่ลูกต้องกังวลเลย พ่อจะไปรับลูกแน่นอน”
  • เด็กที่มีความกลัวในเรื่องการแยกจากพ่อแม่ผู้ปกครอง อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกสงสารลูก จนยอมให้ลูกไม่ต้องไปโรงเรียน แต่วิธีรักษาอาการดังกล่าวที่ดีที่สุดคือ การช่วยไม่ให้เด็กยอมแพ้ต่อความกังวลได้โดยง่าย
ลูก 1 ขวบ

ลูก 1 ขวบ กับทักษะในแต่ละด้าน

ลูก 1 ขวบ

ลูก 1 ขวบ กับทักษะในแต่ละด้าน

ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

ลูกยังคงสวมบทนักสำรวจตัวน้อย  สิ่งใดที่อยู่ในขอบข่ายสายตาของเขาเป็นต้องรื้อ ค้น คว้ามาจับ สัมผัส ชิม กัด เขย่า  ดม เรียกว่าทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งครบทุกประสาทสัมผัสเลย เด็กๆ ที่มีคนคอยเล่นหรือทำนั่นนี่อยู่ใกล้ๆ จะเรียนรู้เรื่องการประสานสายตากับการเคลื่อนไหวได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีโอกาสลักษณะนี้ การเล่นเป็นวิธีการที่เด็กๆจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเล่นจ๊ะเอ๋ เล่นไล่จับ (คลานไล่จับเจ้าตัวน้อย) การเล่นซ่อนของ  แม้กระทั่งการร้องเพลง ทำท่าทางประกอบ หรืออุ้มเต้นรำไปตามจังหวะเพลง  ก็เป็นการเล่นที่สามารถเล่นกับลูกได้ เช่น จับปูดำ นิ้วโป้งอยู่ไหน หรือเพลงช้างที่เราคุ้นหู รวมทั้งการอ่านนิทาน หรือชวนกันเปิดหนังสือหรือดูสมุดภาพ  กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้ลูกได้

ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

ส่วนใหญ่เด็กวัยนี้จะเปลี่ยนจากคลานมาเป็นเดินกันแล้ว แต่ก็ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่อาจจะยังไม่สนใจอยากเดิน เพราะคลานเร็วทันใจกว่า  ซึ่งคุณแม่ต้องพยายามสร้างแรงจูงใจในการเดินให้ลูกด้วย ถ้าลูกยังชอบคลานมากกว่าเดิน คุณแม่ไม่ควรบังคับ  เพียงแค่จัดสถานที่ให้เอื้อต่อการฝึกเดิน หาของเล่นมาล่อหลอก หรือจับลูกยืนบนหลังเท้าของเราแล้วจับมือลูกไว้ทั้งสองข้าง จากนั้นก็พาลูกเดินเล่น วิธีนี้จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกไปกับการเดินและอาจจะอยากลองเดินด้วยตัวเองดูบ้าง อย่าลืมชมเมื่อลูกพยายามที่จะเดินให้ได้ด้วยตัวเองเพื่อเป็นกำลังให้ลูกฝึกฝนและทำมันได้ดีขึ้น การทำงานประสานกันระหว่างมือและตาเป็นไปด้วยดี สังเกตได้จากการที่ลูกสามารถต่อบล็อกไม้ซ้อนกันได้ถึงสองชั้น หยิบของเล่นชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าหยิบออกจากกล่องได้  ทักษะเหล่านี้จะยิ่งดีขึ้นถ้าได้รับโอกาสฝึกฝนบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่นเสริมพัฒนาการประเภทหยอดรูปทรงลงช่อง หรือจะเป็นภาชนะ เช่น ช้อน ชาม แก้วที่ไม่แตก หม้อ ถังใบเล็กๆ กระดาษกับสีเทียนแท่งโต เป็นอุปกรณ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ดี  ที่คุณแม่สามารถจัดหามาให้ลูกเล่นได้

ด้านภาษาและการสื่อสาร

เข้าใจและรับรู้คำและความหมายของคำมากขึ้น เพียงแต่ยังไม่สามารถพูดหรือแสดงออกมาได้ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ลูกจะสื่อสารหรือแสดงออกผ่านสีหน้า ท่าทาง สุ้มเสียง มากกว่า เช่น พยักหน้า หัวเราะ ยิ้ม มากกว่าคำพูด

คำที่เรามักได้ยินลูกพูดบ่อยๆ เช่น หม่ำๆ  น้ำ ไปๆ มาๆ  ไม่ๆ ซึ่งเป็นคำที่ลูกเข้าใจความหมายและพอจะสื่อสารเป็นภาษาได้บ้างแล้ว สนใจฝึกเลียนเสียงพูด ซึ่งลูกจะเข้าใจคำพูดต่างๆ ได้ดี ถ้าคุณแม่ทำท่าทางประกอบด้วย เช่น อู้ย…หนาวจังเลย (ทำตัวสั่น) ร้อนจัง (หยิบพัดมาพัด) ยี้…เหม็น (ทำท่าบีบจมูก)  สิ่งสำคัญคือ คุณแม่ต้องพูดชัดถ้อยชัดคำ และเลี่ยงการพูดแบบเด็กๆ

ด้านอารมณ์และสังคม

มีวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างหลากหลายรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงเอะอะ เรียกร้องความสนใจ หรือโยนสิ่งของซ้ำๆ เพื่อให้มีคนมาเก็บให้ หรือใช้นิ้วชี้ไปยังสิ่งของที่ต้องการให้คุณแม่หยิบให้ ยังมีอาการกลัวคนแปลกหน้าอยู่ เมื่อพบก็จะกอดแม่แน่นแต่ก็ยังมีแอบชำเลืองมองด้วยหางตาในลักษณะระวังตัวอยู่ ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกปลอดโปร่งใจมากขึ้นจึงค่อยคลายมือที่กอดมาเป็นเกาะเกี่ยว หรืออยู่ใกล้ๆ แทน กระทั่งแน่ใจว่าแม่ไม่ไปไหน และคนแปลกหน้านั้นไม่เป็นภัยกับตน ลูกอาจจะยอมผูกมิตรกับคนแปลกหน้า

ลูกตดบ่อย ดีหรือไม่

ลูกตดบ่อย ดีหรือไม่

ลูกตดบ่อย ดีหรือไม่ โดยปกติแล้วการผายลมหรือตดนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งนี้เกิดจากการหมักหมมของอาหารในลำไส้ใหญ่ จนทำให้เกิดแก๊ส และขับออกทางทวารหนักหรือก้น หากไม่มีการผายลมออกมาจะทำให้มีการสะสมไว้ในทางเดินอาหาร และทำให้รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ปวดมวนในท้อง และเกิดอาการท้องอืดตามมาได้ สำหรับในเด็กเล็กเรื่องของการผายลมก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติเช่นกัน เพราะการผายลมเป็นการช่วยขับลมภายในช่องท้องของลูก ถ้าทารกไม่มีการระบายออกมาเลยจะทำให้เกิดอาการท้องอืด จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว และเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยร้องโยเยได้ตลอดทั้งวัน โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นบ่อยกับทารกแรกเกิดในช่วง 3 เดือนแรก ดังนั้นคุณแม่สามารถช่วยทำให้ลูกเรอ หรือผายลมออกมาได้บ่อยขึ้น ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดให้ลูกได้

สาเหตุที่ทำให้ทารกผายลมบ่อย

ทารกแรกเกิดที่กินนมแม่อย่างเดียว อาจทำให้ถ่ายอุจาระได้กะปริดกะปรอย ขณะดูดนมแม่ก็อาจมีการทำให้ลูกมีการบิดตัวหรือผายลมออกมาบ่อยครั้ง และเด็กบางคนอาจจะมีการถ่ายทุกวันหรือมากกว่าหนึ่งครั้งทุกวัน หรือสองสามวันถ่ายที โดยอึของทารกที่กินนมแม่จะมีสีเหลืองทองและนิ่ม ถ้าไม่เป็นก้อนแข็งก็ถือว่าปกติ การที่ทารกผายลมบ่อยหากไม่ส่งผลให้ลูกปวดท้อง ไม่งอแง ก็ถือเป็นอาการที่ปกติ ตัวแปรอีกสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยมีอาการตดบ่อยอาจเกิดจากการให้ลูกดูดนมจากขวด เมื่อลูกดูดนมจนหมดขวดแล้วปล่อยให้ดูดขวดเปล่า จะทำให้ลมเข้าไปในท้องจนทำให้เกิดอาการแน่นท้องขึ้น และทำให้ลูกน้อยงอแงได้ ดังนั้นทุกครั้งที่ลูกดูดนมเสร็จ คุณแม่ควรจับลูกเรอโดยการใช้วิธีอุ้มลูกขึ้นพาดบ่า หรือให้ลูกนั่งบนตักแล้วใช้มือลูบบริเวณแผ่นหลัง โดยสองท่านี้จะช่วยขับลมในช่องท้องได้ดี ทำให้ทารกเรอออกมาได้  ช่วยลดอาการแน่นท้องของลูก ส่วนการผายลมของเจ้าตัวน้อยนั้น ถ้าคุณแม่ทำให้ลูกเรอ หรือลูกตดได้บ่อย ก็จะช่วยลดอาการท้องอืดท้องแน่นของลูกได้ ดังนั้นการผายลมจึงเป็นภาวะปกติที่มักเกิดขึ้นกับทารกในช่วงแรกเกิด ที่คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป

นมชง… คือตัวแปรที่ทำให้ลูกท้องอืด ฟังแล้วอย่าตกใจไปนะคุณแม่ ไม่ใช่ว่านมผงที่ทำการชงให้น้องดื่มนั้นจะเป็นอันตรายอะไร หากแต่จุดใหญ่ใจความของนมชง คือ ขวดนม นั่นเอง เพราะในแต่ละครั้งการให้นมในรูปแบบของขวด เมื่อลูกดูดนมจนหมด แต่คุณแม่กลับปล่อยให้ลูกดูดขวดเปล่าต่อไป นั่นแหละครับ คือเหตุที่ทำให้น้องบริโภคลมเข้าไปเก็บกักไว้จนเต็มท้อง และในที่สุดเมื่อเขาเกิดอาการแน่นท้องขึ้นมา มหาหิงค์ที่ว่าแน่ก็ยังต้องพ่ายแพ้ อาการท้องอืดที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ทำไมลูกผายลมเหม็น กลิ่นจากการผายลม เกิดจากอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน และประเภทของเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย เมื่อเชื้อแบคทีเรียย่อยและหมักอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง จะก่อให้เกิดก๊าซที่มีกลิ่น ส่งผลให้การผายลมมีกลิ่นเหม็นเช่นกัน สำหรับเด็กทารกที่กินนมวัวผสม กลิ่นผายลมอาจแรงกว่าทารกที่กินเฉพาะนมแม่ เนื่องจากนมวัวมีโปรตีนสูงกว่านมแม่นั่นเอง

เวลาลูกตดพ่อแม่ก็ทั้งขำทั้งโมโห แต่ถ้าไม่ตดเลยนี่สิเรื่องใหญ่ เด็กบางคนก็ตดยาวเป็นขบวนรถไฟ เหม็นอีกต่างหาก ที่โหดร้ายสุดๆคือเวลาเราเล่นด้วย หอมๆแนบชิดลูกดันมาตดใส่ซะนี่ ตดได้ตดดีแบบนี้ปกติรึป่าว มาดูกันดีกว่าค่ะ

สาเหตุที่ลูกตด
“ตด”มี2ที่มา ประมาณ60~70%คือตอนกลืนอาหารก็กลืนอากาศเข้าไปด้วย และอีก30~40%เกิดจากเวลาทานอาหารเข้าไปเข้าสู่ระบบย่อยจุลินทรีย์ทำปฏิกิริยาทำให้เกิดแก๊สได้ อากาศพวกนี้เคลื่อนที่ผ่านลำไส้ออกมาทางก้นก็เป็นตดนั้นเอง

ลูกจะตดในสถานการณ์ใด
 ทานข้าวอิ่มก็ตด
เวลาดูดนมแล้วกลืนอากาศเข้าไปเยอะ โดยเฉพาะการดูดจากขวด
 เพราะอาหารที่แม่กิน ถ้าแม่ชอบทานอาหารที่ทำให้ตดง่าย ลูกที่ทานนมแม่ก็จะตดเยอะไปด้วย
 ก่อนที่จะปวดถ่าย
ท้องผูก อยากถ่ายแต่ถ่ายไม่ออก มีแต่ลมออกมา
ความสัมพันธ์ระหว่างตดกับอาการท้องอืด
เด็กที่มีปัญหาท้องอืด ปกติพอได้ผายลมก็จะรู้สึกดีขึ้น พอไม่ได้ผายลมออกมาท้องก็จะปวด ร้องโยเย คุณพ่อคุณแม่ลองใช้วิธีนวดท้องที่เคยโพสไปก่อนหน้านี้ได้นะคะ

นอกจากนี้เวลาลูกดูดขวดเสร็จแล้วต้องให้เค้าเรอ และต้องดูรูจุกนมด้วยว่าขนาดเหมาะสมรึป่าว

ความสัมพันธ์ระหว่างตดกับอาการท้องผูก
ท้องผูกทำให้ของเสียตกค้างอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้เกิดแก๊สเยอะ ทำให้ตดเยอะแต่ถ่ายไม่ออก
ปกติแล้วเด็กที่ท้องผูกถ้าได้ปรับเปลี่ยนอาหารการกินก็จะดีขึ้น (เช่น เปลี่ยนยี่ห้อนมผง เปลี่ยนแปลงชนิดของอาหารเสริม) ถ้าเป็นมากอาจไปปรึกษาหมอว่าให้ลูกทานโปรไบอติกได้หรือไม่

ทำไมลูกตดเหม็นมาก
ก่อนอายุ1ขวบ เด็กจะทานนมเป็นอาหารหลัก นมมีสารประกอบหลักคือโปรตีน จุลินทรีย์ในลำไส้ย่อยโปรตีนเกิดก๊าซมีเทน,แอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ กลิ่นเหมือนก๊าซไข่เน่านั้นเอง ดังนั้นเด็กเลยอาจจะตดเหม็นกว่าผู้ใหญ่ที่ทานอาหารเพื่อสุขภาพซะอีก พอเด็กเริ่มได้ทานอาหารเสริม เด็กที่ทานเนื้อสัตว์หรือถั่วเยอะก็จะตดเหม็นเช่นกันเพราะพวกนี้ก็เป็นโปรตีน

ลูกตดบ่อยๆแบบนี้ถือว่าปกติรึป่าว
ผู้ใหญ่ปกติแต่ละวันจะผายลมประมาณ500มิลลิลิตร เฉลี่ยวันละ5~10ครั้ง แต่อาหารที่เด็กทาน และกิจกรรมในแต่ละวันไม่เหมือนผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กจะตดบ่อยกว่า เด็กที่ทานนมแม่ ในนมแม่มีสารตัวหนึ่งที่ช่วยการทำงานของลำไส้จึงไม่ค่อยท้องผูกซึ่งตรงข้ามกับนมผสม เด็กนมผสมจะตดเยอะกว่า
ที่สำคัญถ้าลูกไม่ได้ท้องผูกหรือท้องเสีย ถ่ายปกติดี กินได้ดี ร่าเริงแข็งแรงก็พอแล้ว ถ้าตดบ่อยแปลว่าลำไส้ขยับทำงานได้ดี ก็ดีแล้วไม่มีอะไรต้องกังวลนะคะ

ลูก 6 เดือนกินอาหาร อะไรได้บ้าง

ลูก 6 เดือนกินอาหาร 

ลูก 6 เดือนกินอาหาร อะไรได้บ้าง เป็นธรรมดาที่ลูกน้อยเมื่อถึงวัยควรรับประทานอาหารเสริม เหล่าคุณแม่มือใหม่จะต้องเป็นกังวลใจเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มอย่างไร หรือควรจะให้ลูกน้อยรับประทานอะไรดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเด็กในวัยนี้มักจะมีอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป และเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในช่วงนี้คุณแม่จำเป็นต้องให้ลูกดื่มนม พร้อมกับเริ่มฝึกรับประทานอาหารเสริมควบคู่กันไปด้วยซึ่งถ้ายังไม่รู้ว่าควรจะให้ลูกรับประทานอะไรดี ไม่ต้องคิดเยอะวันนี้เรามีเมนูอาหารสำหรับเด็ก 6 เดือนมาแนะนำจ้า

แต่ก่อนที่จะไปรู้จักกับเมนูอาหารเด็ก 6 เดือน มารู้จักวิธีการเริ่มต้นฝึกให้ลูกน้อยวัย 6 เดือนรับประทานอาหารกันก่อนจ้าซึ่งอาหารที่คุณแม่ควรจะเริ่มให้ลูกรับประทานนั้นควรจะเป็นอาหารที่บดละเอียดแล้วโดยในระหว่างที่รับประทานควรเตรียมน้ำเอาไว้ป้อนตามด้วยจ้า เพื่อไม่ให้อาหารฝืดคอลูกน้อยนั่นเองจ้า ซึ่งในวันแรกที่เริ่มรับประทานคุณแม่ควรบดละเอียดแล้วเพียง 1 ช้อนโต๊ะเท่านั้นและให้ดื่มนมแม่หรือนมผสมตามจนอิ่ม จากนั้นให้ค่อย ๆ ฝึกเพิ่มปริมาณไปเรื่อย ๆ วันละ 1 ช้อนโต๊ะ จนกว่าลูกน้อยจะสามารถรับประทานได้ถึง 5 ช้อนโต๊ะ ซึ่งถือเป็นปริมาณโดยเฉลี่ยที่ลูกน้อยควรจะได้รับในแต่ละมื้อ แต่ทั้งนี้คุณแม่ก็ไม่ต้องใจร้อนไปหากลูกน้อยมีอาการท้องอืดก็ให้หยุดก่อนแล้วค่อยเริ่มและเพิ่มปริมาณไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูกน้อยจะสามารถรับประทานได้มื้อละ 5 ช้อนโต๊ะ ซึ่งใน 1 วันควรให้ลูกน้อยรับประทานเพียง 1 มื้อเท่านั้น

ลูก 6 เดือนกินอาหารข้าวโอ๊ตบวกนมแม่ โดยนำข้าวโอ๊ตมาผสมกับนมแม่ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 5 นาทีเสร็จแล้วคนและบดข้าวโอ๊ตให้ละเอียดคล้ายโจ๊ก เท่านี้ก็เสิร์ฟให้ลูกน้อยหม่ำๆ ได้แล้วจ้า

ลูก 6 เดือนกินอาหารฟักทองกับนมแม่ นำฟักทองมาปอกเปลือกออก ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วเอามาบดผสมกับนมแม่ให้ละเอียดเท่านี้ก็ได้เมนูอร่อยสำหรับคุณหนูเพิ่มอีกจานแล้วจ้า

ลูก 6 เดือนกินอาหารกล้วยน้ำว้ากับข้าวกล้องและนมแม่ โดยนำกล้วยน้ำว้ามาหั่นเป็นชิ้น ๆ จากนั้นนำมาปั่นรวมกับข้าวกล้องสุก โดยเติมน้ำต้มสุกลงไปเล็กน้อยเสร็จแล้วให้นำมาผสมกับน้ำนมแม่คนให้เข้ากันเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย

ลูก 6 เดือนกินอาหารแครอทกับนมแม่ โดยนำหัวแครอทมาปอกเปลือกล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปนึ่งให้สุกประมาณ 5-10 นาที เสร็จแล้วนำมาบดให้ละเอียดกับน้ำนมแม่จะได้เมนูสีสันน่ารับประทานอีกหนึ่งจาน

ลูก 6 เดือนกินอาหารแอปเปิลกับนมแม่ โดยนำแอปเปิลมาปอกเปลือกและล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปนึ่งประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วนำมาบดกับนมแม่ให้ละเอียด เมนูนี้นอกจากจะหอมน่ารับประทานแล้วยังช่วยให้ลูกน้อยขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

ลูก 6 เดือนกินอาหารมันฝรั่งกับแครอทกับไข่แดงและก็นมแม่ โดยนำมันฝรั่งและแครอทมาปอกเปลือกออกล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำไปต้มจนสุกนำออกมาแล้วใช้ช้อนบดให้ละเอียด เสร็จแล้วนำใส่หม้อตั้งไฟอ่อน ๆ เติมน้ำต้มสุกเล็กน้อย พร้อมใส่ไข่แดงและนมแม่ลงไปคนให้เข้ากันเป็นเนื้อละเอียดพอสุกแล้วยกออกรอจนหายร้อนแล้วพร้อมเสิร์ฟให้ลูกน้อยได้หม่ำๆ

ที่นี้คุณแม่ก็คงหายกังวลใจกันแล้วนะคะจะเริ่มฝึกให้ลูกน้อยรับประทานอย่างไรหรือควรจะให้รับประทานอะไรดีแถมแต่ละเมนูที่แนะนำไปก็คงทำได้ไม่ยากด้วย รับรองว่าลูกน้อยต้องชอบแน่นอน ว่าแล้วก็อย่ารอช้าเตรียมเข้าครัวไปทำให้เจ้าตัวเล็กหม่ำๆ กันเลยจ้า แต่ทั้งนี้อย่าลืมคอยสังเกตอาการแพ้อาหารของลูกด้วยนะคะซึ่งถ้าหากเกิดอาการแพ้ เช่น มีผื่นแพ้ อาเจียน ท้องอืด หรือขับถ่ายผิดปกติ แนะนำให้หยุดอาหารชนิดนั้นและไปปรึกษากุมารแพทย์จะดีที่สุดนะคะ

ปากมดลูกอยู่ตรงไหน

ปากมดลูกอยู่ตรงไหน ของร่างกาย

ปากมดลูกอยู่ตรงไหน 

ปากมดลูกอยู่ตรงไหน ของร่างกาย คุณจะรู้หรือไม่ว่าการที่ปากมดลูกเปลี่ยนตำแหน่งและผิวเปลี่ยนลักษณะขึ้นอยู่กับรอบการตกไข่ การหาตำแหน่งปากมดลูกสามารถช่วยให้คุณรู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงที่ไข่กำลังตกหรือไม่และยังเป็นวิธีที่ดีมากที่จะช่วยให้คุณเข้าใจระบบสืบพันธุ์ของตน การคลำหาปากมดลูกไม่ต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษใด ๆ เรามาดูแนวทางกันดีกว่า

ปากมดลูกเป็นส่วนล่างสุดของมดลูก ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมกับผนังช่องคลอด ปากมดลูกอยู่ลึกลงไปในช่องคลอดประมาณ 3-6 นิ้ว ซึ่งจะอยู่ข้างในสุดของโพรงช่องคลอด รูปร่างเหมือนโดนัทเล็ก ๆ ที่มีรูจิ๋ว ๆ อยู่ตรงกลาง ตำแหน่งและผิวสัมผัสของปากมดลูกจะเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงของรอบการตกไข่ โพรงมดลูกด้านในประกอบด้วยต่อมซึ่งทำหน้าที่หลั่งมูกช่องคลอด สีสันและเนื้อของมูกจะเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงของรอบการตกไข่เช่นกัน

ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่น เพราะคุณจะต้องใช้นิ้วมือสัมผัสปากมดลูก มันจึงสำคัญที่จะต้องล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบสืบพันธุ์ของคุณติดเชื้อแบคทีเรีย หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นหรือครีมทามือก่อนสัมผัสปากมดลูกเพราะส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องคลอดได้ หากเล็กของคุณยาวมากอาจตัดเล็บเสียก่อนที่จะสัมผัสปากมดลูก เล็บที่ยาวและคมอาจขูดช่องคลอดได้

นั่งอยู่ในท่าที่สบาย ผู้หญิงส่วนใหญ่พบว่านั่งเป็นท่าที่สามารถเข้าถึงปากมดลูกได้ง่ายและลำบายน้อยที่สุดนั่งบนปลายเตียงหรืออ่างอาบน้ำและกางขาออก

ปากมดลูกอยู่ตรงไหน สอดนิ่วที่ยาวที่สุดเข้าไปในช่องคลอด ขยับนิ้วเบา ๆ และปล่อยให้นิ้วเลื่อนผ่านเข้าไปในช่องคลอด นิ้วของคุณอาจจะเข้าไปได้เป็นระยะทางหลายนิ้วก่อนจะสัมผัสปากมดลูก ขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้คุณอยู่ในช่วงไหนของรอบการตกไข่ คุณสามารถใช้สารหล่อลื่นที่ทำจากน้ำทานิ้วเพื่อช่วยให้สอดนิ่วเข้าข้างในได้ง่ายขึ้นหากต้องการ อย่าใช้วาสลีน โลชั่นหรือผลิดภัณฑ์อื่นที่ไม่ได้ระบุชัดบนฉลากว่าสามารถใช้กับช่องคลอดได้

สัมผัสปากมดลูก ปลายนิ้วของคุณจะสัมผัสกับช่องลักษณะเหมือนโดนัทที่อยู่ข้างในสุดของช่องคลอด คุณจะทราบว่านั่นเป็นปากมดลูกต่อเมื่อคุณไม่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้ลึกกว่านั้นแล้ว ปากมดลูกอาจนิ่ม ๆ เหมือนริมฝีปากที่กำลังทำปากจู๋อยู่ หรืออาจแน่นตึงเหมือนปลายจมูก ขึ้นอยู่กับว่าขณะนั้นไข่กำลังตกหรือไม่

ระบุให้ได้ว่าปากมดลูกของคุณอยู่สูงหรือต่ำ หากต่ำ คือไม่กี่นิ้วจากปากช่องคลอด หมายความว่าไม่ใช่ช่วงที่ไข่กำลังจกหากอยู่สูงคือลึกเข้าไปในช่องคลอดอาจหมายความว่าไข่กำลังตกอยู่ ช่วงแรก ๆ ที่คุณได้สัมผัสปากมดลูกอาจจะยากหน่อยที่จะระบุได้ว่ามันอยู่ที่สูงหรือต่ำให้คุณคอยสอดนิ้วคลำดูทุกวัน ทำสักเดือนสองเดือน สังเกตตำแหน่งที่แตกต่างกันของปากมดลูกในแต่ละสัปดาห์ในที่สุดคุณจะบอกได้เองว่าปากมดลูกอยู่สูงหรือต่ำ

ถ้าระบุให้ได้ว่าปากมดลูกของคุณตึงหรืออ่อนนุ่ม หากปากมดลูกตึงและแน่นเป็นไปได้ว่าคุณไม่ได้อยู่ในช่วงตกไข่ หากปากมดลูกนุ่มและยืดหยุ่นคุณอาจกำลังอยู่ในช่วงตกไข่ คนกล่าวกันว่าผิวของปากมดลูกในช่วงตกไข่ให้สัมผัสเหมือนริมฝีปากสำหรับช่วงเวลาอื่น ทั้งก่อนและหลังการตกไข่จะให้สัมผัสเหมือนปลายจมูก-แข็งหน่อย ๆ และมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า

ระบุให้ได้ว่าปากมดลูกของคุณเปียกหรือไม่ ในช่วงที่ไข่ตกปากมดลูกจะเปียกมากคุณอาจจะมีปริมาณมูกช่องคลอดมากขึ้น หลังพ้นระยะตกไข่ไปแล้วปากมดลูกจะแห้งกว่าเดิมจนกว่าประจำเดือนเราจะมาคะ

ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเมื่อใด ?

ในการเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกนั้น ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุควรจะเดินทางไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอยู่เสมอ หรือที่เรียกกันว่า การตรวจแป๊บสเมียร์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่อมีอายุประมาณ 21 – 25 ปีขึ้นไป ซึ่งหากพบความผิดปกติ แพทย์ก็อาจมีการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจแป๊บสเมียร์ซ้ำ หรือนัดตรวจแป๊บสเมียร์บ่อยขึ้น หรือพิจารณาตัดชิ้นเนื้อปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย รวมถึงดุลพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

  1. การตรวจแปบเสมียร์ : ในวิธีนี้แพทย์จะใช้ไม้พายเก็บเนื้อเยื่อที่ตรงบริเวณปากมดลูก จากนั้นก็จะส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะทราบผลว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่
  2. ตินเพร็พ : วิธีนี้พัฒนามาจากการตรวจแบบแปบเสมียร์ โดยมีความแม่นยำและประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น แพทย์จะทำการเก็บเซลล์ที่บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นก็จะนำเซลล์ที่ได้เก็บลงในขวดน้ำตาตินเพร็พ แล้วจึงนำส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการต่อไป
  3. การตรวจแบบเจาะลึกถึงระดับ DNA : วิธีนี้จะเป็นการตรวจด้วยการทดสอบ Thin Prep Plus Cervista HPV DNA ซึ่งการตรวจหามะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจดีเอ็นเอของเชื้อ HPV ในสายพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก แล้วก็จะมีการตรวจแบบเจาะลึกขึ้นไปว่ามีการติดเชื้อ HPV16 และ 18 หรือไม่ โดยการตรวจด้วยวิธีนี้จะช่วยบอกความเสี่ยงของการเกิดรอยโรคแอบแฝงได้

สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากลูกช่วงการตรวจที่ดีที่สุดนั้น คือ 10 ที่อยู่ตรงกลาง โดย 1 เดือนจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 10 วัน โดยเป็นวันแรกที่มีประจำเดือนให้นับเป็นวันที่ 1 และนับต่อไปวันที่ 11 หลังจากที่มีประจำเดือนวันแรกไปจนถึงวันที่ 20 ซึ่งค่าเบี่ยงเบนนั้นจะมีน้อยกว่า นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจคัดกรองมากที่สุด

ลูกท้องเสีย เกิดจากอะไร

ลูกท้องเสีย 

ลูกท้องเสีย เกิดจากอะไร อุจจาระของทารกโดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนนิ่ม ๆ และมีการขับถ่ายบ่อยครั้ง แต่อุจจาระของทารกท้องเสียจะมีลักษณะแตกต่างออกไป แต่อาการท้องเสียของลูกน้อยสังเกตจากอะไร เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง และมีวิธีบรรเทาอาการอย่างไร คุณพ่อคุณแม่สามารถศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

วิธีสังเกตอาการท้องเสียของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตว่าในช่วงเวลาปกตินั้น อุจจาระของเจ้าตัวน้อยมีสี กลิ่น และมีลักษณะอย่างไร ซึ่งโดยปกติแล้วทารกแรกเกิดมักขับถ่ายหลังดื่มนมแม่และอุจจาระจะมีลักษณะค่อนข้างนิ่ม หากทารกสามารถรับประทานอาหารอื่น ๆ นอกจากนมแม่ได้แล้ว ส่วนบนของอุจจาระอาจมีลักษณะต่างกันไปตามอาหารที่รับประทาน และอุจจาระมักมีลักษณะเป็นก้อนมากขึ้น ส่วนอาการท้องเสียของทารกอาจสังเกตได้ยาก แต่หากพบว่าลูกน้อยขับถ่ายมากกว่าปกติและอุจจาระมีลักษณะเหลวผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทารกมีอาการท้องเสีย นอกจากนั้น อาจพบว่าอุจจาระมีมูกหรือเลือดปนออกมา หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติด้วย ซึ่งแม้อาการท้องเสียในทารกจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้และไม่น่ากังวลเท่าใดนัก แต่หากทารกท้องเสียต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 วัน ก็อาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียของเหลวและเกลือแร่จำนวนมากจนอาจเกิดภาวะขาดน้ำตามมาได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของทารก

ทำอย่างไรเมื่อทารกท้องเสีย ? อาการท้องเสียเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเชื้อโรคที่เป็นภัยออกจากร่างกาย จึงไม่ควรให้ทารกใช้ยาแก้ท้องเสีย อีกทั้งองค์การอาหารและยายังไม่มีการรับรองยาที่ใช้สำหรับทารกที่มีอาการท้องเสีย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจบรรเทาอาการและช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวขึ้นได้โดยปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

เมื่อ ลูกท้องเสีย ให้ดื่มผงเกลือแร่ เพราะอาการท้องเสียอย่างรุนแรงจะทำให้ทารกสูญเสียของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำตามมา หากลูกน้อยไม่มีอาการอาเจียนร่วมด้วย คุณแม่จะยังสามารถให้ทารกดื่มนมแม่หรือนมผงได้ตามปกติ แต่หากทารกอาเจียนและไม่สามารถดื่มนมได้ แพทย์อาจให้เด็กดื่มสารละลายอิเล็กโทรไลต์สำหรับทารก

เมื่อ ลูกท้องเสีย ให้งดของหวาน เช่น โซดา น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ รวมถึงเยลลี่หรือขนมหวานต่าง ๆ เป็นต้น เพราะน้ำตาลอาจทำให้อาการท้องเสียของทารกแย่ลงกว่าเดิม

เปลี่ยนผ้าอ้อมเป็นประจำ เพื่อลดการอับชื้นที่อาจเป็นเหตุให้ก้นของลูกน้อยเป็นผื่นและเกิดการระคายเคือง ทั้งยังช่วยลดอาการก้นแดงจากการท้องเสียอยู่บ่อยครั้ง

โอบกอดเบา ๆ บางครั้งอาการท้องเสียอาจทำให้ทารกไม่สบายตัวและงอแง ดังนั้น การกอดอาจช่วยให้เจ้าตัวน้อยงอแงน้อยลงได้

ท้องเสียในเด็กทารกมักเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนมากเป็นไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายโดยตรงจากทางปาก การดื่มการกินและการอมเข้าไปก็เช่นกัน สุขลักษณะอนามัยของอาหารสำคัญมากที่สุด รองลงมาก็คือ การหยิบอะไรเข้าปากเอง สิ่งของที่อาจจะมีเชื้อไวรัสอยู่แนะนำให้คุณแม่ดูแลเรื่องความสะอาดสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกหยิบจับด้วยให้ทำความสะอาดบ่อยครั้ง

ทารกท้องเสียและภาวะขาดน้ำ อาจส่งผลถึงชีวิต

ภาวะขาดน้ำถือเป็นผลที่ร้ายแรงจากท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ถ้าอาการรุนแรงมาก อาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เด็กเสียชีวิตได้นะคะ โดยพบบ่อยในทารกที่อายุไม่ถึง 1 ปี เนื่องจากทารกสูญเสียน้ำในสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย อาการขาดน้ำสังเกตได้จากการที่ทารกจะปัสสาวะออกน้อย ปากแห้ง ลิ้นและริมฝีปากแห้ง ไม่ค่อยมีน้ำตาเวลาร้องไห้ ตาลึก อ่อนเพลีย กระสับกระส่ายหรือเซื่องซึม ถ้าถึงขั้นรุนแรง มีอาการง่วงซึม มือหรือเท้าเย็น มีผ้าอ้อมเปียกน้อยมาก หายใจสั้นๆ และเร็วค่ะ

รักษาทารกท้องเสียเบื้องต้นอย่างไร

ต้องรีบชดเชยน้ำที่สูญเสียไปค่ะ โดยให้กินนมแม่ กินน้ำเพิ่มขึ้นหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เกลือ และแร่ธาตุ หรือที่มีขายทั่วไป เรียกกันว่า ผง ORS หาซื้อได้ตามร้านขายยา หรือตามแพทย์สั่ง โดยให้ทานระหว่างมื้ออาหารนะคะ

การชดเชยการขาดน้ำโดยให้กินเครื่องดื่ม ORS นั้นควรทำในช่วงประมาณ 3-4 ชั่วโมง และเริ่มให้อาหารตามปกติทันทีหลังจากนั้น และให้ลูกกินนมแม่ต่อไปนะคะ ในระยะนี้ ต้องหลีกเลี่ยงน้ำผลไม้นะคะ เพราะอาจทำให้ท้องเสียมากขึ้นได้ค่ะ ทารกท้องเสียควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงทีนะคะ ถ้าลูกน้อยอายุต่ำกว่า 6 เดือน และโดยเฉพาะถ้ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ มีภาวะขาดน้ำ หรือเมื่ออาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 วันนะคะ

วิธีป้องกัน ลูกท้องเสีย กันไว้ดีกว่าแก้

ท้องเสียในเด็กทารกมักเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนมากเป็นไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายโดยตรงจากทางปาก การดื่มกิน และการอมเข้าไปก็เช่นกัน สุขลักษณะอนามัยของอาหารสำคัญมากที่สุด รองลงมาก็คือ การหยิบอะไรเข้าปากเอง สิ่งของที่อาจมีเชื้อไวรัสอยู่ แนะนำให้คุณแม่ดูแลเรื่องความสะอาดสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบจับด้วย ให้ทำความสะอาดบ่อยครั้ง

วิธีแก้ปัญหาทารกถ่ายบ่อยจนก้นแดง

  • หากแม่มีน้ำนมแม่มาก ให้แม่บีบน้ำนมส่วนหน้าที่มาก ๆ เอาแช่แข็งไว้ก่อน ไว้สักครึ่งเต้า แล้วค่อยเอาลูกมาดูด ทำอย่างนี้ทั้สองข้างสักพักจนลูกถ่ายดีขึ้น
  • หากทารกกินนมแม่จากเต้าแรกไม่นาน แล้วเปลี่ยนไปกินอีกข้าง ให้แก้ปัญหาด้วยการให้ลูกดูดนมแม่จนเกลี้ยงเต้าเป็นข้าง ๆ ไป ให้ได้น้ำนมส่วนท้ายทีมีไขมันมาก นมจะได้อยู่ท้อง และไม่ลงไปทำให้มีน้ำมากในลำไส้

นมแม่ทำให้ถ่ายง่าย ทารกจึงถ่ายบ่อย

ในนมแม่ มีส่วนประกอบที่ทำให้ถ่ายง่ายอยู่หลายอย่าง เช่น มีเวย์โปรตีนที่ย่อยง่าย มีน้ำตาลแลคโตส (lactose) และโอลิโกแซคคาไรด์ (oligosaccharide) ซึ่งช่วยเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดดี เช่น เชื้อแลคโตเบซิลัส (lactobacillus) เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งช่วยให้ลำไส้เคลื่อนตัวเร็ว เหล่านี้เป็นเหตุที่ช่วยให้ขับถ่ายง่ายและทำให้อุจจาระนิ่ม

เด็กท้องอืด

อาหารย่อยง่ายไม่ทำให้ เด็กท้องอืด

เด็กท้องอืด

เด็กท้องอืด

อาหารย่อยง่ายไม่ทำให้ เด็กท้องอืด อาการท้องอืดเกิดจากการที่ลูกมีลมในท้องมากเกินไป เมื่อลูกน้อยท้องป่อง ด้วยอาการท้องอืดขึ้นมาทีไร ก็มักจะงอแงด้วยความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวและมีอาการอื่นที่เกิดร่วมด้วย เช่น เรอบ่อย ผายลมบ่อย ท้องใหญ่ขึ้น ท้องโป่งตึงแข็ง ซึ่งเกิดจากการกลืนลมเข้าไปขณะกินนม ขณะร้องไห้ หรือในช่วงการหายใจปกติ โดยลมจะไปสะสมอยู่ในท้องของลูกน้อย ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายและแน่นท้องก่อนที่จะได้กินนมเพียงพอในครั้งต่อไป

จะมีอาหารบางชนิดส่งผลกับระบบย่อยอาหารจนทำให้ลูกท้องอืด ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจเลือกอาหารที่ย่อยง่าย เพื่อให้ลูกขับถ่ายได้ดีและสบายตัวมากขึ้น จะได้ไม่มีอาการท้องอืดจนขัดขวงการเรียนรู้ของลูก และนี่อาหารของเด็กวัย 1-3 ปี ที่ช่วยให้ลูกไม่ท้องอืดจ้า

ผักที่ทำไม่ให้ลูกท้องอืด คือ ข้าวโอ๊ต เป็นธัญพืชที่ให้พลังงานที่สูงและมีไฟเบอร์สูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายได้ดี มีการวิจัยพบว่าเด็กที่ชอบกินข้าวโอ๊ต จะมีสมาธิสูงและให้ความสนใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น

ผักที่ทำไม่ให้ลูกท้องอืด คือ บล็อกโคลี่ เป็นผักสีเขียวที่มีเส้นใยอยู่สูง ช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดีและควรกินแบบปรุงสุกเท่านั้นเพื่อช่วยเสริมการย่อยที่ง่ายขึ้น ถ้าเป็นเด็กโตก็สามารถกนแบบต้มหรือผัดได้เลยจ้า แต่ถ้าเด็กเล็กควรต้มให้นิ่มหรือบดก่อนจ้า

ผักที่ทำไม่ให้ลูกท้องอืด คือ แครอท เป็นหนึ่งวัตถุดิบที่ไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มสีสันให้อาหารของลูก แต่สามารถทำให้ระบบขับถ่ายของลูกทำงานได้ปกติ เพราะในแครอทมีไฟเบอร์สูง เมนูจากแครอททำได้หลากหลายทั้งกินสด ผัด ต้ม คั้นเป็นน้ำผลไม้ก็ยังได้

ผักที่ทำไม่ให้ลูกท้องอืด คือ ตำลึงเพศเมียจะมีลักษณะใบมน ๆ ขอบใบไม่หยักมาก ไม่ควรเลือกตำลึงเพศผู้ที่มีขอบใบหยักเว้าเยอะเพราะลูกจะท้องเสีย ตำลึงมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม และมีกากใยที่ช่วยให้ลูกมีระบบขับถ่ายทำงานปกติ

ผักที่ทำไม่ให้ลูกท้องอืด คือ ผลไม้ ผลไม้ทุกอย่างดีต่อเด็ก ๆ เพราะอุดมไปด้วยวินตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ผลไม้บางชนิดมีไฟเบอร์สูง เช่น มะละกอ ลูกพรุน ลูกแพร์ กล้วย ส้ม กีวี เบอร์รี่ ที่ช่วยให้เด็กขับถ่ายเป็นปกติ คุณแม่ควรเลือกให้ลูกกินผลไม้ที่หลากหลายเพื่อประโยชน์ที่ครบถ้วน

นมแพะเป็นนมที่ไม่ทำให้ลูกท้องอืด เพราะนมแพะมีพรีไบโอโอติกส์จากธรรมชาติในปริมาณที่สูง ทำให้ลดปัญหาท้องผูก นอกจากนี้นมแพะยังอุดมไปด้วย CPP โปรตีนนุ่ม ย่อยง่าย ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้รวดเร็ว

และยังมีอาหารที่ทำให้ลูกท้องอืดมีดังนี้

ผักตระกูลกะหล่ำ ผักในตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี บรอกโคลี และกะหล่ำดอก จะมีคาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่งซึ่งจะย่อยได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เท่านั้น แต่จะใช้เวลานานกว่าจะลำเลียงไปถึง ทำให้ระหว่างนั้นกากอาหารจากผักที่ยังไม่ย่อยจะก่อให้เกิดแก๊สซึ่งทำให้ท้องอืดได้หากทานมากเกินไป

ตระกูลถั่ว ถ้ากินถั่วมาก ๆ จะทำให้เกิดแก๊สที่เป็นแบบนั้นเพราะ ถั่วเป็นเส้นใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้ตามธรรมชาติหรือไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็กเลยส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด

ผักตระกูลหอม เช่น ต้นหอม หัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ จะมีคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ดูดซึมในลำไส้ได้น้อย เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำในลำไส้จนเกิดแก๊สและท้องอืด

แตงโม แม้ว่าแตงโมจะเป็นผลไม้ที่ถูกใจเด็ก ๆ หลายคนเพราะหวานฉ่ำชื่นใจ แต่การทานแตงโมมากเกินไปก็ทำให้ลูกท้องอืดได้ เพราะในแตงโมนั้นมีน้ำตาลฟรักโทสสูงมาก ซึ่งถ้าร่างกายดูดซึมได้ไม่หมดก็จะส่งผลให้ท้องอืดหรือท้องเสียตามมา

ลูกท้องผูก

วิธีการแก้ปัญหา ลูกท้องผูก

ลูกท้องผูก

ลูกท้องผูก

วิธีการแก้ปัญหา ลูกท้องผูก ปัญหาลูกท้องผูกแบบได้ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กที่ดื่มนมผสมจะพบปัญหานี้บ่อยกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ การแก้ปัญหาของคุณแม่ส่วนใหญ่จะแก้ที่ปลายเหตุ ด้วยวิธีรับประทานยาหรือวิธีสวนทวารหนัก จึงทำให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ซ้ำๆ อยู่เรื่อยไป เด็กขับถ่ายไม่ปกติทุกวัน ท้องผูกเรื้อรัง ส่งผลต่อจิดใจและพฤติกรรมของเด็กอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กที่มีอาการท้องผูกมาก ๆ เป็นเวลานานไม่ได้รับการแก้ไข อาจจะทพให้เกิดผลต่อสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจและอารมณ์ได้

อาการท้องผูกมักไม่พบในเด็กที่เลี้ยงด้วยนมแม่ เพราะนมแม่นั้นย่อยได้ง่ายกว่า และช่วยให้อุจจาระนิ่ม และอย่าลืมสังเกตความรู้สึกเมื่อคุณแม่จับที่ท้องลูก หากท้องทารกนิ่ม แสดงว่าเขาไม่ได้ท้องผูก ท้องแข็งเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยกำลังมีอาการท้องผูก นอกจากนี้ลองมาดูกันค่ะว่ามีอะไรที่ต้องรู้บ้าง เกี่ยวกับทารกท้องผูก

สัญญาณบอกเหตุว่าลูกอาจท้องผูก จะมีเด็กที่ท้องผูกจะถ่ายอุจจาระเป็นก้อนเล็กๆ แข็งๆ ต้องเบ่งด้วยความยากลำบาก อาจมีอาการจุกเสียด ปวดท้อง เนื่องจากอุจจาระตกค้างอยู่ในร่างกาย อาจมีอาการเบื่ออาหาร ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรืออาจถ่ายทุกวันแต่อุจจาระแข็ง เป็นก้อนเล็กๆ ลูกท้องแข็ง จับแล้วไม่นิ่ม นอกจากนั้น ถ้าทารกถ่ายยาก การเบ่งอุจจาระอาจทำให้ลูกเจ็บ เขาจึงอาจจะหยุดเบ่งโดยไม่รู้ตัวและไม่ถ่าย ทำให้อุจจาระแข็งยิ่งขึ้นก็ยิ่งถ่ายลำบาก เป็นวงจรของอาการท้องผูกซึ่งทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปได้

วิธีการแก้อาการลูกท้องผูกควรกินน้ำผมไม้ เช่น น้ำส้มคั้น ให้ดื่มสักวันละ 2-3 ออนซ์ เวลาคั้นไม่ต้องกรองเอาแต่น้ำให้มีเนื้อส้มติดมาด้วยเพื่อเพิ่มกากใยให้กับลำไส้ให้มากขึ้น น้ำลูกพรุนที่ผสมกับน้ำเป็นวิธีที่ใช้กันบ่อย ๆ และสามารถใช้ได้ดีกับเด็กทารก สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไปน้ำเปล่าผสมน้ำลูกพรุนประมาณ 3 ออนซ์ หรือไม่ก็ใช้น้ำองุ่น แอปเปิ้ล หรือน้ำลูกแพร์แทนได้ ลำไส้จะดูดซึมน้ำเข้ามามากขึ้น เพิ่มกากใยมากขึ้น ทำให้อุจจาระอ่อนตัวลงไม่แข็งและจะถ่ายได้คล่องขึ้น สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน คุณแม่อย่าพึ่งให้ทานอะไรอย่างอื่นนอกจากนมแม่นะคะ

วิธีการแก้อาการลูกท้องผูกควรให้ลูกดื่มน้ำให้มากขึ้น ให้เขาดื่มน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้เย็นแล้วให้มากขึ้น เพื่อน้ำจะทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นได้ เช้า ๆ ลูกตื่นขึ้นมาลองเอาน้ำเปล่าให้ลูกทานสัก เพื่อกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้ลำไส้บีบรัดเอาอุจจาระที่คั่งค้างออกมาเป็นการฝึกลูกให้ขับถ่ายเป็นเวลาไปในตัวด้วยจ้า

วิธีการแก้อาการลูกท้องผูกควรให้กินนมให้เพียงพิ ถ้าลูกกินนมไม่มากพอจะทำให้เกิดอาการท้องผูกได้มากขึ้น คุณแม่ต้องแน่ใจด้วยว่าได้ให้นมเพียงพอกับความต้องการของลูกน้อยแล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรให้ลูกดูดนมแม่ให้มากขึ้นด้วย

วิธีการแก้อาการลูกท้องผูกควรให้ลดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น พวกผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันในปริมาณมาก ของทอด อาหารที่ผสมเนยมากๆ และอาหารจำพวกแป้งให้น้อยลง เพราะอาหารที่ให้แป้งมากๆ อย่างเช่น ข้าวขาว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว จะทำให้ของเสียในลำไส้ของลูกแข็งตัวมากขึ้น คุณแม่ควรให้เขาทานผลไม้เสริม เช่น มะละกอ กล้วยน้ำว้า ลูกพรุนบด เป็นต้น

วิธีการแก้อาการลูกท้องผูกควรนวดท้อง นอกจากการให้อาหารและเครื่องดื่มกับลูกน้อยแล้ว การนวดจะช่วยให้ดีขึ้นเช่นกัน เริ่มด้วยการคลึงเบา ๆ ที่ท้องวนตามเข็มนาฬิกาและกดเบา ๆ ที่ท้องด้านขวา อย่าลืมสังเกตุความรู้สึกเมื่อคุณแม่จับที่ท้องลูก หากท้องลุกของคุณนิ่มแสดงว่าเขาไม่ได้ท้องผูก ท้องที่แข็งเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยกำลังทรมานกับอาการท้องผูก นอกจากนี้ให้คุณแม่ยกข้อเท้าของลูกน้อยและหมุนเช่นเดียวกับการปั่นจักรยาน การออกกำลังกายง่ายๆ และสนุกสนานเช่นกันสามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวภายในลำไส้ทำให้ลำไส้ของเค้าคลายตัวลงได้