วิธีเลี้ยงลูก ให้ จ้ำม่ำ

วิธีเลี้ยงลูก ให้ จ้ำม่ำ

วิธีเลี้ยงลูก ให้ จ้ำม่ำ น่ารัก – ค่านิยมเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้จ้ำม่ำ น่ารักเข้าไว้ ถือว่า อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน หากมีใครมาชมลูกชมหลานเราว่า “ดูสิ! เด็กคนนี้ อ้วนจ้ำม่ำน่ารักจังเลย” ล่ะก็ คงรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจกันทั้งครอบครัวเป็นแน่ แต่ช้าก่อน…คงทราบข่าวผ่านหูไม่ใช่น้อยว่า แต่ละปี เด็กไทยเป็นโรคอ้วนพุ่งกระฉูดยิ่งกว่าเรตติ้งละครหลังข่าวเสียอีก จนหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มหวั่นวิตกว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะพบเห็นเด็กไทยก่อนวัยเรียน 1 ใน 5 คนจะเป็นเด็กอ้วน ส่วนกลุ่มเด็กเรียนอาจพบได้ 1 ใน 10 คน ซึ่งเจ้าความอ้วนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวาน กระดูกข้อเสื่อม ความดันโลหิตสูง ฯลฯ และในระยะยาวก็มีผลกระทบทางด้านจิตใจในการเข้าสังคมเพื่อนฝูง

ซึ่ง จากงานวิจัยก็มีทั้งการยืนยัน นั่งยัน และนอนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เด็กอ้วนมีโอกาสเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่อ้วนฉุในอัตราสูงร้อยละ 80 ด้วยกัน และวัยทารกก็มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นเด็กอ้วนเช่นเดียวกัน ซึ่งระยะไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์จนถึง 2 ขวบปีแรก ทางภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Critical Period ซึ่งเป็นช่วงอายุของเด็ก ที่มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วนมากที่สุด ฉะนั้น โรคอ้วนในเด็กสามารถเป็นได้ตั้งแต่แรกเกิดทีเดียว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคอ้วนก็มีหลายอย่าง แต่ “ตัวพ่อ – ตัวแม่” ต้นเหตุสำคัญก็เกิดมาจากผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ นี่แหละค่ะ โดยเฉพาะค่านิยม “จ้ำม่ำ” ที่คิดว่า เด็กอ้วนท้วนนั้นหมายถึงเด็กสมบูรณ์แข็งแรง และบ่งบอกว่า พ่อแม่เลี้ยงเป็นอย่างดี อาจกล่าวในที่นี้ “โรคผู้ใหญ่ทำ” ก็ไม่ผิดเพี้ยนนัก

ดัง นั้น เร่งปรับค่านิยมเสียใหม่ โดยเริ่มได้เลยค่ะ ตั้งแต่เบบี๋อยู่ในท้อง คุณแม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม ด้วยการกินแต่อาหารที่มีกากใยสูงอย่างธัญพืชไม่ขัดสี เพิ่มผักผลไม้ และหลีกเลี่ยงขนมหวาน ที่มีน้ำตาลและไขมันสูง อย่างพวกน้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ ร่วมด้วยการออกกำลังกายอย่างเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ

และ เมื่อเบบี๋คลอดออกมาแล้ว หากไม่มีความจำเป็นใด ๆ ก็ควรเลี้ยงดูด้วยน้ำนมตัวเองจะดีกว่า เพราะนมผสมทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้มากขึ้น พอถึงวัยที่สามารถให้อาหารเสริมได้แล้ว ซึ่งแต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกันใช่ไหมคะ…บ้านไหนหัวโบราณหน่อย ก็อาจให้เริ่มให้ตั้งแต่ 4 เดือน แต่หากบ้านไหน หัวสมัยใหม่ ก็เริ่มให้ตั้งแต่ 6 เดือนเป็นต้นไปและที่สำคัญที่สุด ก็คือ ควรให้กินอาหารจากธรรมชาติทั้ง ข้าวบด ไข่ ปลา ผัก กล้วย จะดีกว่าเน้นการประหยัดเวลา โดยการให้กินพวกอาหารเสริมกึ่งสำเร็จรูป ที่เดี๋ยวนี้ทำออกมาล้นตลาดทีเดียว ทำให้เด็กขาดโอกาสฝึกฝนในการกินผักมาตั้งแต่เด็ก ๆ พอโตขึ้นมา เขาก็ปฏิเสธผัก และมีพฤติกรรมบริโภคที่ผิด ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เด็กอ้วน ซึ่งเกิดจากกระทำผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ทั้งนั้นค่ะ

วิธีการเลี้ยงลูกให้จ้ำม่ำไม่ให้ลูกกินอาหารจุบจิบ เด็กบางคนไม่ได้หิว ไม่ได้ร้องกิน แต่คุณพ่อคุณแม่มักกลัวว่าลูกจะหิว ยิ่งเห็นลูกกินได้ก็ให้กินไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเพราะลูกจะติดเป็นนิสัยและจะเคยชินที่จะต้องได้กินอะไรตลอดเวลา

วิธีการเลี้ยงลูกให้จ้ำม่ำ สอนให้ลูกกินผักและผลไม้ ผักและผมไม้มีวิตามินและกากใยสูง สามารถนำมากินแทนขนมและพวกของว่างได้ดีจ้า

วิธีการเลี้ยงลูกให้จ้ำม่ำ ควรให้ลูกกินนมแต่พอดี เด็กบางคนคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกกินนมมากเกินไปเพราะอยากไห้ลูกได้รับแคลเซียมมาก ๆ ตัวจะได้สูง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าต้องการให้ลูกมีร่างกายที่สมวัยควรให้ลูกกินนมวันละ 2-3 ครั้ง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแค่นี้ก็เพียงพอแล้วคะ

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น

วิธีเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น – หลาย ๆ คนสงสัยกันว่าทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงนิสัยดี โตขึ้นมาเป็นเด็กน่ารัก อีกทั้งหนังสือเลี้ยงลูกของญี่ปุ่นก็ยังได้รับความนิยมมาก ๆ เรามาดูกันว่าวิธีการเลี้ยงแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นมีลักษณะยังไงบ้าง

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีแรก เลี้ยงลูกให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ในความเป็นไปได้ คนญี่ปุ่นมักจะให้ลูกได้สัมผัสกลิ่นดินกลิ่นทรายและใกล้ชิดกับธรรมชาติ จึงนิยมเลี้ยงลูกอยู่นอกเมืองมากกว่าการมีบ้านอยู่ในเมืองใหญ่ โดยพ่อแม่จะเป็นคนเดินทางเข้ามาทำงานในเมืองเพื่อให้เด็กได้ใช้เวลาในวัยเด็กได้อย่างคุ้มค่า ได้มีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกัน ทำให้เด็กมีความผูกพันกับชุมชน ไม่ถูกสังคมเมืองหล่อหลอมจนเกิดโรคไม่รู้จักความลำบากหรือหลงใหลในวัตถุเร็ว และแตกต่างจากเด็กที่ต้องอาศัยอยู่ในตัวเมืองซึ่งจะเกิดความเครียดและมีความกดดันมากกว่า

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีที่สอง สร้างจิตสำนึกให้ลูกเห็นความสำคัญประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเมื่อเด็กมีความผูกพันกับชุมชนที่อยู่แล้ว การสร้างให้ลูกรู้จักจิตสาธารณะถือเป็นการกล่อมเกลานิสัยให้ลูกรู้จักหน้าที่ที่ทุกคนต้องร่วมกันทำได้ตั้งแต่เล็ก สอนให้ลูกได้เห็นว่าหากทุกคนได้ร่วมกันทำก็จะช่วยให้งานด้านต่าง ๆ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์ ความสุขเหล่านั้นก็จะสะท้อนกลับมาสู่ครอบครัวได้เช่นกัน

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีที่สาม การตรงต่อเวลา ในประเทศญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลา และกิจการใหญ่นั้น ๆ ต่างก็บริหารจัดการเวลาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น การเดินรถไฟของญี่ปุ่นทั้งแบบชินคันเซ็นหรือแบบโลคอล หรือแม้แต่รถประจำทาง ที่มีการวางกำหนดเวลาที่แน่นอน การสร้างสิ่งแวดล้อมเหล่าได้เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันของเด็ก ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้เด็ก ๆ กลายเป็นคนเห็นคุณค่าของ “เวลา” ไปโดยปริยาย

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีที่สี่ ไม่มีการปกป้องเมื่อลูกทำผิดสิ่งที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นตักเตือนลูกในทันที เมื่อพบว่าลูกไปสร้างความเสียหาย สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ หรือละเมิดผู้อื่น และหาทางให้ลูกหยุดพฤติกรรมดังกล่าวให้ได้ โดยเน้นต่อการอบรมสั่งสอนให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดี มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีที่ห้า ให้กำลังใจลูก นอกจากการเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยเคร่งครัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แล้ว ในอีกด้านหนึ่งสำหรับการแข่งขันด้านวิชาการของเด็ก ๆ  เพื่อที่จะได้สอบเข้าโรงเรียนดี ๆ มหาวิทยาลัยดี ๆ เพื่อให้มีการงานดี ๆ ในอนาคตนั้น ส่งผลทำให้เด็กเกิดความเครียด จนทำให้มีอัตราการฆ่าตัวตายต่อปีสูงมาก ดังนั้นการเลี้ยงดูเด็กในยุคนี้ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเครียดต่าง ๆ อยู่รอบตัว พ่อแม่จึงใช้วิธีการให้กำลังใจลูก ๆ เข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกคน และปล่อยให้เด็กได้มีประสบการณ์ด้านอื่น ๆ นอกจากการบังคับให้ลูกเรียนอย่างเดียว เช่น รู้จักช่วยเหลือสังคม หรือคนรอบข้าง เป็นต้น

วิธีการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นวิธีที่หก ไปโรงเรียนเอง เด็กจะถูกฝึกให้เดินไป-กลับโรงเรียนเอง ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาทั้งที่เป็นโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐบาล ผู้ปกครองส่วนใหญ่หากจะรับหรือส่งลูก ก็มักจะใช้ขนส่งมวลชนมากกว่าจะใช้รถส่วนตัว เนื่องจากทางญี่ปุ่นต้องการที่จะปลูกฝังเด็กมีวินัยในเรื่องการตรงต่อเวลา เพราะถ้าเพื่อนคนไทยช้าก็จะทำให้เพื่อนๆ คนอื่นรอนาน เนื่องจากเด็กๆ ในละแวกเดียวกันจะเดินทางไปโรงเรียนพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังสร้างความรับผิดชอบ เพราะเด็กที่โตกว่าจะมีหน้าที่ดูแลน้องๆ ทั้งไป และกลับ สอนให้รู้จักความสามัคคี การทำงานเป็นทีม เสริมสร้างความสัมพันธ์ของเด็กๆ ในชุมชน ทั้งนี้ ยังเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องจราจร เนื่องจากพ่อแม่ไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน สำหรับเด็กไทยก็มีอยู่บางที่ พ่อแม่ปล่อยให้ลูกไปโรงเรียนเอง เพราะอุปสรรคด้านการเดินทางเป็นหลัก

วิธี เลี้ยง ลูก วัยรุ่น หญิง

วิธี เลี้ยง ลูก วัยรุ่น หญิง

วิธี เลี้ยง ลูก วัยรุ่น หญิง

วิธี เลี้ยง ลูก วัยรุ่น หญิง – ปัญหาของการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิงคือ ตอน​ที่​ลูก​เป็น​เด็ก เขา​คุย​กับ​คุณ​ทุก​เรื่อง. แต่​พอ​เป็น​วัยรุ่น เขา​กลับ​ไม่​บอก​อะไร​คุณ​เลย. เมื่อ​คุณ​พยายาม​ชวน​คุย เขา​ก็​ตอบ​แบบ​เสีย​ไม่​ได้​หรือ​พูด​จา​กวน​โมโห​จน​บ้าน​แทบ​กลาย​เป็น​สนาม​รบ คุณ​สามารถ เรียน​รู้​เคล็ดลับ​ที่​จะ​เข้า​ถึง​ใจ​ลูก​วัยรุ่น​ได้. แต่​ก่อน​อื่น ให้​เรา​มา​ดู​สาเหตุ​สอง​ประการ​ที่​ทำ​ให้​เกิด​ปัญหา​นี้ เพราะสาเหตุของปัญหามาจาก ลูก​อยาก​มี​อิสระ ก่อน​ที่​เด็ก​วัยรุ่น​จะ​โต​เป็น​ผู้​ใหญ่​ที่​มี​ความ​รับผิดชอบ เขา​ต้อง​ค่อย ๆ ฝึก​รับผิดชอบ​ตัว​เอง​เหมือน​กับ​การ​ขยับ​จาก​ที่​นั่ง​ผู้​โดยสาร​ไป​นั่ง​หลัง​พวงมาลัย​และ​เรียน​รู้​ที่​จะ​นำ​พา​ชีวิต​ของ​ตน​แล่น​ไป​บน​เส้น​ทาง​ที่​มี​อุปสรรค​ขวาก​หนาม. จริง​อยู่ วัยรุ่น​บาง​คน​ต้องการ​อิสระ​มาก​กว่า​ที่​เขา​ควร​ได้​รับ แต่​ใน​อีก​ด้าน​หนึ่ง​พ่อ​แม่​บาง​คน​ก็​ให้​อิสระ​ลูก​น้อย​เกิน​ไป. สถานการณ์​เช่น​นี้​อาจ​สร้าง​ความ​ตึงเครียด​ให้​กับ​ทั้ง​พ่อ​แม่​และ ลูก​วัยรุ่น วัย 16 ปี​บ่น​ว่า “พ่อ​แม่​ของ​ผม​พยายาม​ควบคุม​ชีวิต​ผม​ทุก​ฝี​ก้าว ถ้า​ถึง​อายุ 18 พ่อ​แม่​ยัง​ไม่​ให้​อิสระ​ผม​มาก​กว่า​นี้ ผม​จะ​ไป​จาก​บ้าน​แน่ ๆ ลูก​รู้​จัก​คิด​แบบ​มี​เหตุ​มี​ผล.เด็ก​เล็ก​มัก​จะ​คิด​ตาม​ที่​พวก​เขา​เห็น เช่น ขาว​ก็​คือ​ขาว ดำ​ก็​คือ​ดำ แต่​เด็ก​วัยรุ่น​จะ​มอง​ลึก​กว่า​นั้น​และ​สามารถ​แยกแยะ​ราย​ละเอียด​ที่​ซับซ้อน​ได้. ความ​สามารถ​นี้​เป็น​ส่วน​สำคัญ​ของ​การ​คิด​หา​เหตุ​ผล​ซึ่ง​จะ​ช่วย​ให้​หนุ่ม​สาว​ตัดสิน​ใจ​เรื่อง​ต่าง ๆ ใน​ชีวิต​ได้​อย่าง​ถูก​ต้อง. ยก​ตัว​อย่าง ความ​ยุติธรรม​ใน​ความ​คิด​ของ​เด็ก​เป็น​แบบ​ง่าย ๆ ไม่​ซับซ้อน เช่น ‘แม่​หัก​คุกกี้​เป็น​สอง​ชิ้น​แล้ว​ให้​หนู​ครึ่ง​หนึ่ง ให้​น้อง​ครึ่ง​หนึ่ง.’ ใน​กรณี​นี้ ความ​ยุติธรรม​เป็น​เพียง​สูตร​คณิตศาสตร์ แต่​สำหรับ​เด็ก​วัยรุ่น ความ​ยุติธรรม​เป็น​เรื่อง​ซับซ้อน​กว่า​นั้น. ที่​จริง ความ​ยุติธรรม​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​จะ​ต้อง​เท่า​เทียม​กัน​และ​ความ​เท่า​เทียม​กัน​ก็​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​จะ​ยุติธรรม​เสมอ​ไป. เด็ก​วัยรุ่น​ที่​รู้​จัก​คิด​หา​เหตุ​ผล​จะ​ขบ​คิด​เรื่อง​ที่​ซับซ้อน​เช่น​นั้น แต่​ข้อ​เสีย​ก็​คือ​ลูก​วัยรุ่น​จะ​เริ่ม​มี​ความ​คิด​เห็น​ที่​ขัด​แย้ง​กับ​คุณ

วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิง หาโอกาสคุยกันแบบสบาย ๆ ฉวยจังหวะตอนที่ทั้งคุณและลูกรู้สึกผ่อนคลาย ตัวอย่างเช่น พ่อแม่บางคนรู้สึกว่าลูกวัยรุ่นจะเปิดใจพูดคุยมากกว่าระหว่างที่ช่วยกันทำงานบ้าน หรือนั่งรถไปไหนมาไหนด้วยกันเพราะในเวลาเช่นนั้นเขาจะรู้สึกเป็นกันเองกับพ่อแม่มากกว่าตอนที่นั่งพูดคุยกันแบบเป็นทางการ

วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิง อย่าพูดยืดยาว คุณไม่จำเป็นต้องแจกแจงทุกรายละเอียดจนทำให้การพูดคุยกันกลายเป็นการทะเลาะกัน จงพูดเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาแล้วก็หยุดลูกจะได้ยินเรื่องที่คุณพูดจริง ๆ ก็ตอนที่เขาอยู่คนเดียวและมีเวลาคิดถึงเรื่องที่คุณพูดกับเขา จงให้เขามีโอกาสได้ใช้ความคิดบ้าง

วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิง รับฟังและรู้จักผ่อนปรน เพื่อจะเข้าใจปัญหาทั้งหมด คุณควรตั้งใจฟังให้ดีก่อนโดยไม่พูดแทรก เมื่อตอบ คุณก็ควรตอบแบบมีเหตุผล ถ้าคุณเข้มงวดกับกฎที่คุณตั้งไว้มากเกินไป ลูกวัยรุ่นก็อาจหาช่องที่จะแหกกฎหนังสือพูดคุยกับลูกวัยรุ่นเสมอ

วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิง ใจเย็นๆ ถ้าเวลาเราคิดไม่ตรงกัน ไม่ว่าใครจะพูดอะไรยังไงพ่อแม่ก็จะต้องอารมณ์เสียกับทุกเรื่อง มันก็อาจจะทำให้วัยรุ่นโมโหมาก คุยกันอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นทะเลาะกันแทนที่จะแสดงอารมณ์มากเกินไปจงพูดสิ่งที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความรู้สึกของลูก ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ลูกจะกลุ้มใจทำไมกับเรื่องแค่นี้ คุณน่าจะพูดว่า แม่รู้นะว่าเรื่องนี้ทำให้ลูกกลุ้มใจมาก

วิธีการเลี้ยงลูกวัยรุ่นหญิง แนะนำแทนที่จะออกคำสั่งความสามารถในการคิดหาเหตุผลของลูกวัยรุ่นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อที่ต้องค่อย ๆ สร้างขึ้นดังนั้นเมื่อลูกเจอปัญหาอย่าแก้ปัญหาให้เขา จงให้เขามีโอกาสฝึกใช้ความคิดและพูดออกมาว่าเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร หลังจากปรึกษาหารือกันแล้วว่ามีทางแก้ไขอะไรบ้าง คุณอาจพูดกับลูกว่าทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่น่าจะใช้ได้ ลูกลองไปคิดดูสักสองสามวันแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ว่าลูกชอบวิธีไหนและทำไมถึงเลือกวิธีนั้น

วิธี การ เลี้ยง ลูก ใน อิสลาม

วิธีการเลี้ยงลูก ตามศาสนาอิสลาม

วิธี การ เลี้ยง ลูก ใน อิสลาม – วิธีการเลี้ยงลูก ตามศาสนาอิสลาม

วิธี การ เลี้ยง ลูก ใน อิสลาม – การอบรมเลี้ยงดูลูกนั้นจะต้องมีผู้ที่เข้ามาดำเนินการต่อหลักสูตร และใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือพ่อแม่หรือผู้ปกตรอง ดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูลูก ๆ จึงต้องเริ่มจากการหาพ่อและแม่หรือผู้ปกครองที่มีคุณสมบัติในการเลี้ยงลูก ผู้ที่จะเข้ามาใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้การอบรมบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่ต้องคาดหวังการเลี้ยงลูกที่ดีจากพ่อแม่ที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของอิสลาม พ่อแม่ที่ไม่ละหมาดหรือไม่มีความรู้ในคำสอนอิสลามแม้แต่พื้นฐานเลย ฉะนั้น ก่อนที่จะกล่าวถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการเลี้ยงลูก จำเป็นต้องกล่าวถึงคุณสมบัติมาตรฐานของพ่อแม่ผู้ปกครองเสียก่อน ต่อไปนี้คือคุณสมบัติพื้นฐานของพ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงลูกให้ได้ผลตามคำสอนอิสลาม

วิธีการเลี้ยงลูกในอิสลาม มีความรู้ความเข้าใจในคำสอนอิสลาม ความรู้ความเข้าใจอิสลามในที่นี้หมายถึงการรับรู้คำสอนอิสลามได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ เมื่อพ่อแม่เข้ามาอบรมเลี้ยงดูลูก ๆ พ่อแม่ไม่เพียงต้องมีความรู้วิธีการเลี้ยงลูกทางกายภาพจากหมอเท่านั้น แต่ยังต้องมีความรู้อิสลามที่ถูกต้องที่จะต้องถ่ายทอดให้กับลูกเพื่อให้กลายเป็นวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้านให้กับลูก นอกจากนี้ยังมีความรู้ความเข้าใจในวิธีการต่าง ๆ ของการอบรมเด็กในทรรศนะของอิสลามอีกด้วยพ่อแม่มากมายที่ผู้เขียนเห็นได้ฝากความหวังในเรื่องนี้ไว้ที่โรงเรียนศาสนานี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องยากเรื่องเย็นอะไรเลยที่พ่อแม่จะทำความรู้ความเข้าใจในคำสอนอิสลามที่ถูกต้อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิสลามให้ความสำคัญกับความรู้อย่างที่สุด ดังนั้น เรื่องการอบรมเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะนำความเข้มแข็งมาสู่ประชาชาติอิสลามอิสลามจึงได้วางแบบอย่างแนวทาง ลำดับขั้นตอนความสำคัญไว้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมนี่เป็นความรู้ที่พ่อแม่จะต้องขวนขวายให้ได้มาเป็นทุนเริ่มต้น พ่อแม่ที่มีความเข้าใจอิสลามอย่างลึกซึ้งย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการอบรมเลี้ยงดูลูก ๆ

วิธีการเลี้ยงลูกในอิสลาม ความอิคลาศ ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ การเลี้ยงลูกให้ได้ผลนั้น มิใช่ให้ได้ผลตามที่เราคิดกันเอาเอง แต่เป็นการให้ได้ผลตามมาตรฐานของอัลลอฮ ซุบฮานะฮ วะ ตะอาลา ดังนั้น การเลี้ยงลูกในอิสลามให้ได้ผล เป็นการกระทำที่มุ่งแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ ซุบฮานะฮ วะ ตะอาลา ด้วยเหตุนี้ พื้นฐานแรกที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูลูก ๆ ก็คือ ความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาศ) ที่มีต่อซุบฮานะฮ วะ ตะอาลา นั่นก็คือการทำการงานทั้งหมดเป็นไปเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากซุบฮานะฮ วะ ตะอาลา เท่านั้น

วิธีการเลี้ยงลูกในอิสลาม ความตักวา ความยำเกรงต่ออัลลอฮ คำว่า ตักว่า มักมีผู้แปลในภาษาไทยว่า ความยำเกรงต่อ

ความตักวา – ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ านะฮ วะ ตะอาลา แม้ว่าเป็นการแปลที่ใช้ได้ แต่คำว่าตักวามีความหมายกว้าง คำนี้ให้ความหมายว่า การรับรู้ถึงการมองดูอยู่ของ ต่ออัลลอฮฺ านะฮ วะ ตะอาลา จนกระทั้งทำให้มีความยำเกรงพระองค์ ส่งผลให้เป็นคนที่ออกห่างจากความชั่วพร้อม ๆ กับทำการงานที่ดี ทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย ฉะนั้น ตักวา เป็นการสะท้อนการกระทำของมนุษย์ด้วยการเชื่อมโยงกับพระผู้สร้างนั่นเองเป็นการสะท้อนความศรัทธาให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตทีเป็นจริงของมนุษย์

วิธีการเลี้ยงลูกในอิสลาม มีสำนึกรับผิดชอบ อิสลามย้ำถึงการที่มนุษย์ทุกคนมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสิ่งต่างๆอย่างถูกต้อง การปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามสายสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์กับมนุษย์ หรือกับสิ่งต่างๆ เรียกว่า ‘อมานะฮฺ’ หรือพันธสัญญา ซึ่งเป็นการมอบหมายภารกิจจากพระเจ้า
การมีสำนึกรับผิดชอบหรือการตระหนักถึงอมานะฮฺจึงเป็นเรื่องใหญ่ ความสำนึกเช่นนี้หากเกิดกับใครทำให้คนๆนั้นสามารถเคลื่อนไหวปฏิบัติอมานะ ฮฺที่เขามีต่อสิ่งต่างๆไม่ว่าต่อพระเจ้า ต่อมนุษย์ หรือต่อสรรพสิ่งต่างๆได้ครบถ้วน การ มีอมานะฮฺจึงไม่ได้มีเฉพาะระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังมีระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ผู้เขียนได้พบเห็นคนที่เคร่งครัดในเรื่องปฏิบัติศาสนกิจหลายๆคน แต่ขาดสำนึกรับผิดชอบในอมานะฮฺที่มีต่อคนอื่น ซึ่งทำให้เขาถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่อาจไว้วางใจให้ทำอะไรได้ และมีภาพลักษณ์ที่ขาดความน่าเชื่อถือ คนมีสำนึกรับผิดชอบต่ออมานะฮฺของตนนั้นจะเปลี่ยนจากคนที่เกียจคร้านกลายเป็นคนขยันขึ้นมาได้ เวลา นัดใครก็พยายามมาให้ตรงเวลา เวลารับปากใครก็พยายามทำให้ลุล่วง หากทำไม่ได้ก็รีบแจ้งล่วงหน้า ในที่สุดกลายเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือ ดูสง่า มีบุคลิกภาพที่ดีคน เป็นพ่อเป็นแม่ต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนมี อมานะฮฺอยู่ นี่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้งานการอบรมลูกๆขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

เนื่องจากเด็ก ๆ มักจะเอาแต่ใจตัวเอง บางครั้งยังขาดการใช้เหตุผลสิ่งเหล่านี้มักกระตุ้นอารมณ์โกรธของพ่อแม่ผู้ปกครองได้ง่าย ดังนั้น การรู้จักยับยั้งจากความโกรธการฝึกฝนให้เป็นคนอดทนอดกลั้น การรู้จักให้อภัยจึงเป็นเรื่องพื้นฐานของพ่อแม่ผู้ปกครอง

 

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือใหม่

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือใหม่ ควรศึกษา

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือใหม่

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือใหม่ ควรศึกษา – ถึงแม้ว่าการเลี้ยงเด็กแรกเกิดจะไม่มีข้อบังคับ คุณแม่สามารถเลี้ยงลูกรักได้ตามสัญชาตญาณความเป็นแม่ได้เต็มที่ แต่เชื่อไหมคะว่าวิธีการเลี้ยงลูกของคุณแม่มือใหม่หลายคนก็เข้าข่ายวิธีการเลี้ยงลูกแบบผิด ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ลูกน้อยไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่เท่าที่ควรหรือเด็ก ๆ อาจจะพลาดโอกาสเรียนรู้บางอย่างไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากคุณเองก็เป็นคุณแม่มือใหม่ ที่ยังไม่แน่ใจนักว่าตัวเองเลี้ยงลูกรักได้แบบผิด ๆ อยู่หรือเปล่า วันนี้เราจะมีคำแนะนำวิธีเลี้ยงลูกที่คุณแม่มือใหม่มักทำพลาดในช่วงขวบปีแรกมาให้คุณแม่มือใหม่ได้สำรวจตัวเองกันด้วยจ้า เช่น

จะตื่นตูมกับทุกสิ่งทุกอย่างจนเกินไป ในช่วงขวบปีแรกของลูกน้อย จะเป็นช่วงที่คุณแม่ใกล้จะสติแตกมากที่สุด จนหลายคนก็เผลอตื่นตูมกับทุกพฤติกรรมของลูกเกินไป อย่างเช่น ตื่นตกใจเมื่อลูกสำรอกนมหรือร้องไห้กระจองอแงบ่อย ๆ ซึ่งความตื่นตระหนกของคุณแม่อย่างนี้ก็จะกระตุ้มให้ลูกน้อยเกิดความกังวลไปด้วยได้ กุมารแพทย์ก็ได้ชี้แจงว่า ร่างกายของเด็กแรกเกิด จะมีกระบวนการยืดหยุ่น และปรับสภาพร่างกายตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากคุณแม่มั่นใจว่าให้นมลูกในปริมาณที่เหมาะสม และลูกน้อยเองก็ไม่ได้มีอาการผิดปกติเกินไป ปัญหาเด็กสำรอกนม หรือร้องไห้บ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก

คิดว่าการที่ลูกร้องไห้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข พ่อแม่หลายคนจะตกใจมากหากเห็นลูกน้อยร้องไห้ เพราะเข้าใจว่าเมื่อไรที่เด็กร้องไห้ออกมาก็แสดงว่าเด็กรู้สึกแย่หรือป่วย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว เด็กกับการร้องไห้เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เด็ก ๆ ร้องไห้ก็เพราะเข้ายังเป็นเด็ก และไม่รู้วิธีการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่อย่างไรเท่านั้นเอง แต่หากว่าลูกน้อยร้องไห้เสียงดัง ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมหยุดร้อง กรณีนี้ควรพาเขาไปหากุมารแพทย์โดยด่วนนะจะ

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือ ปลุกลูกมาดื่มนม อาจเป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่า นมแม่จะไม่อยู่ท้องและไม่สามารถทำให้ลูกรักเต็มอิ่มได้ตลอดทั้งคืน ด้วยเหตุนี้คุณแม่หลายท่านจึงมักจะปลุกลูกน้อยตอนกลางคืน เพื่อให้เขาตื่นมาดื่มนมแม่อีกครั้ง ก่อนจะกล่อมให้เขาหลับต่ออีกหนซึ่งต้องบอกตรงนี้เลยว่า การปลุกลูกน้อยให้ตื่นมาดื่มนมกลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำนัก เพราะในยามกลางคืนเด็กเองก็ไม่ได้มีความต้องการดื่มนมแม่เท่าไร แต่เขาต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืนต่างหาก

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือ สับสนระหว่างการแหวะและอาเจียน คุณแม่หลายคนมักจะสับสนระหว่างพฤติกรรมที่ลูกแหวะของที่กินออกมาและอาการอาเจียนโดยแยกไม่ออกว่าลูกแหวะหรือว่าอาเจียนจริง ๆ กันแน่และทักจะบรรเทาอาการของลูกแบบผิด ๆ หรือเข้าข่ายตื่นตกใจเกินเหตุ แต่ทั้งนี้กุมารแพทย์ก็แนะนำว่าหากลูกแหวะหรือสำรอกนมทุก ๆ 30-45 นาที ติดต่อกันอันนับเป็นอาการอาเจียน ก็อาจเป็นไปได้ว่าระบบทางเดินอาหารของลูกมีปัญหาแต่หากลูกน้อยเพียงแค่แหวะออกมาเป็นครั้งคราวก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

วิธีเลี้ยงลูก คุณแม่มือ ไม่ใส่ใจสุขภาพช่องปากของลูกรัก ผู้ใหญ่หลายคนมักจะเข้าใจว่าเด็ก ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาสุขภาพช่องปาก เนื่องจากเขาไม่ค่อยได้รับประทานอาหารเท่าไรนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว กุมารแพทย์ก็แนะนำให้คุณแม่ใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากของลูกรักตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากไม่ปล่อยให้เขานอนหลับคาขวดนม ในกรณีที่ลูกน้อยมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นแล้ว และพยายามให้เขาได้บ้วนปากด้วยฟลูโอไรด์ด้วยโดยอาจจะปรึกษาทันตแพทย์ก่อนใช้ผลิดภัณฑ์สำหรับเด็กเล็กก็ได้ นอกจากนี้ก็ควรใช้ผ้ากอตชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดเหงือกให้ลูกรักทุกครั้งหลักเขารับประทานอาหารหรือดื่มนมด้วย

5 สิ่งที่คุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจ ดูแลทารกแรกเกิด ให้ดี

1.การทำความสะอาดอวัยวะเพศทารก

การดูแลทำความสะอาด จู๋จู๋ ของลูกชายน้อย เด็กแรกเกิดถ้าไม่ได้ขลิบปลายอวัยวะ เพื่อให้ปัสสาวะได้สะดวกและทำความสะอาดได้ง่าย คุณแม่ต้องเป็นคนทำความสะอาดให้ลูกเอง โดยการนำนิ้วรูดหนังหุ้มปลายของลูกลงเบา ๆ และวักน้ำทำความสะอาดให้ลูกเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้นไม่ต้องถูนะคะ เพียงแค่นี้จู๋จู๋ของลูกก็สะอาดเพียงพอแล้วค่ะ

การดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศลูกสาวในช่วงทารก ใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดจากอวัยวะเพศไปจนถึงทวารหนัก เช็ดเบา ๆ จากหน้าไปหลังเสมอ ห้ามเช็ดย้อนเด็ดขาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากก้นจะเข้าสู่อวัยวะเพศของเจ้าตัวเล็ก หากมีเมือกหรือไขมันให้ล้างด้วยน้ำธรรมดาห้ามใช้สบู่ อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดบริเวณขาหนีบ ใช้นิ้วมือแหวกแคมทั้งสองข้างออกแล้วเช็ดให้สะอาด แต่ไม่ควรเช็ดเข้าไปในช่องคลอดลูกนะคะ

2.ตัดเล็บให้ทารก

ปกติแล้วเล็บของเด็กทารกจะงอกออกมาตั้งแต่อยู่ในท้อง พอคลอดออกคุณแม่สามารถตัดเล็บให้ลูกได้เลยค่ะ คุณแม่ควรตัดอย่างระวังและเบามือ เพราะเล็บของลูกจะอ่อนนุ่มมาก เหตุผลที่ต้องตัดเล็บเพราะเด็กทารกชอบนำมือมาเกาหน้าตัวเองทำให้เป็นแผลได้นั้นเองค่ะ

3.ทำความสะอาดสายสะดือ

เด็กทารกหลังคลอด จะมีสะดือติดตัวมาด้วยเป็นเส้นเล็ก ๆ และจะหลุดออกไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ (เด็กบางคนอาจนานกว่านั้นแต่ไม่เกิน 1 เดือน) สะดือของลูกจะหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ สิ่งที่ต้องทำคือล้างสะดือของลูกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ทางโรงพยาบาลให้มาทุกครั้งหลังอาบน้ำให้ลูกเสร็จ เช็ดด้วยคอตตอนบัดให้แห้ง และห้ามใช้แป้งหรือยาโรยที่สะดือลูกเด็ดขาด

4.ใส่ถุงมือถุงเท้าให้ทารก

โดยปกติแล้วในบ้านเราอากาศจะร้อนเสียเป็นส่วนใหญ่ เด็กทารกก็ไม่จำเป็นต้องใส่ถุงมือถุงเท้าก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรใส่ให้ลูกเวลานอน หรือเล่น เพื่อป้องกันลูกไม่ให้ข่วนหน้าข่วนตาตัวเองได้

5.เขียนคิ้วลูกด้วยดอกอัญชัน

การเขียนคิ้วลูกด้วยดอกอัญชันเชื่อกันว่าจะทำให้ลูกคิ้วเข้มหนา เพราะในดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น ช่วยทำให้ผมหรือคิ้วขึ้นดกดำได้นั้นเองค่ะ

วิธี เลี้ยง ลูก หัว ปี ท้าย ปี

วิธี เลี้ยง ลูก หัว ปี ท้าย ปี

วิธี เลี้ยง ลูก หัว ปี ท้าย ปี

วิธี เลี้ยง ลูก หัว ปี ท้าย ปี – ลูก หัว ปี ท้าย ปี หมายถีง ต้นปีและท้ายปี เช่น เธอคลอดลูกหัวปีท้ายปี ใครๆก็ชอบพูดว่า “มีลูกติดๆกันเลยดีจัง เหนื่อยทีเดียว” แต่ในความเป็นจริง “การเลี้ยงให้ตัวลูกโต มันไม่ยากเท่าเลี้ยงใจลูกให้โตค่ะ” เลี้ยงอย่างไรให้คนโตไม่รู้สึกว่าน้องมาแย่งความรัก และคนเล็กไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง เพราะขณะนั้นคุณแม่ก็ยังทิ้งคนโตไม่ได้เช่นกัน อาจารย์ท่านหนึ่งเคยยกตัวอย่างให้ฟังว่า

ลูกคนโต = เปรียบเสมือนเมียหลวง (ลองนึกถึงความรู้สึกดูนะค่ะ)

น้องตัวน้อย = เด็กสาวหน้าตาน่ารักที่สามีพาเข้าบ้านมา แถมมาบอกให้ช่วยดูแลอีกต่างหาก ความรู้สึกต่อต้านจึงเกิดขึ้นทันที

เทคนิคเริ่มต้นจึงต้องให้ความสำคัญกับพี่ก่อนเสมอ เช่น ไปเยี่ยมน้องที่เพิ่งคลอดต้องให้ของขวัญพี่ และน้องก็คือของขวัญที่พ่อแม่ให้พี่ด้วย ต่อมาต้องยกย่องและกระตุ้นความเป็นพี่เสมอ ชมกันเข้าไป (ก็คล้ายๆในละครที่ต้องให้เกียรติเมียหลวง บ้านถึงสงบสุขแหละค่ะ ) แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง มิฉะนั้นจะกลายเป็นตามใจ สุดท้าย ห้ามลำเอียง เพราะเดี๋ยวน้องตัวน้อยก็เริ่มรู้เรื่องขึ้นทุกวันนะค่ะ คำพูดเปรียบเทียบ หรือ การให้ความสำคัญแต่พี่ก่อนจะย้อนกลับมาเกิดปัญหากับน้องอีก หมอยืนยันเลยว่า คำพูดจากใครหรือการกระทำอะไรก็ไม่มีผลต่อจิตใจเด็ก ถ้าไม่ใช่จากคุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่เลี้ยงเค้าใกล้ชิด

วิธีเลี้ยงลูกหัวปีท้ายปี การเร่งเติมสารอาหารให้ร่างกายนอกจากช่วยซ่อมแซมคุณแม่หลังคลอดลูกแล้ว ยังเป็นการส่งสารอาหารให้กับลูกคนที่สองที่อยู่ในท้องให้ได้รับสารอาหารเต็มที่ และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพราะการตั้งท้องและคลอดลูกร่างกายคุณแม่ต้องใช้แคลเซียมเป็นจำนวนมาก รวมถึงควรลดอาหารประเภทแป้งและไขมันให้น้อยลง และหากมีความจำเป็นแพทย์อาจจะจ่ายยาบำรุงเลือดเพิ่มให้ แนะนำให้คุณแม่ทานอย่างสม่ำเสมอและเคร่งครัด

วิธีเลี้ยงลูกหัวปีท้ายปี สุขภาพจิตต้องบิ้วท์ให้แข็งแรง คุณแม่ต้องระวังสุขภาพจิตให้ดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่ต้องเหนื่อยมาก และเมื่อร่างกายยังไม่พร้อม ร่วมกับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างมีลูกคนที่สอง ทำให้จิตใจอาจเหนื่อยล้า หงุดหงิด ขี้โมโห หรือมีอารมณ์แปรปรวนได้ง่าย และในบางรายอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ พยายามฟังเพลง ดูหนัง เพื่อช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและไม่เครียด การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นขึ้น หากมีเวลาก็สามารถออกกำลังกายเล็กน้อยที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและทำให้จิตใจผ่อนคลายดีขึ้นด้วย

วิธีเลี้ยงลูกหัวปีท้ายปี เรื่องน้ำหนักก็ต้องใส่ใจ หลังคลอดลูกคนแรก น้ำหนักตัวของคุณแม่อาจจะยังไม่เข้าที่ พอเริ่มท้องคนที่สองจึงมีความเสี่ยงที่น้ำหนักตัวจะเกิน ซึ่งทำให้ยิ่งรู้สึกเหนื่อยง่ายเวลาตั้งครรภ์ แต่ในบางรายอาจที่ต้องเหนื่อยเลี้ยงลูกคนแรกควบคู่ไปด้วย อาจทำให้รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ส่งผลเสียต่อเด็กน้อยในครรภ์ได้เหมือนกัน

วิธีเลี้ยงลูกหัวปีท้ายปี ระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณแม่ที่มีลูกหัวปีท้ายปีนั่นอาจมีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด เนื่องมาจากร่างกายยังไม่ฟื้นฟูจากการคลอดลูกคนแรก และในบางรายอาจเกิดการฉีดขาดที่ช่องคลอดได้ง่าย หรือหากคุณแม่ยังอยู่ในช่วงที่ลูกคนโตยังไม่อดนม ก็อาจทำให้ร่างกายของคุณแม่เหนื่อยกว่าเดิมขึ้นหลายเท่า ควรระวังเรื่องของการขาดสารอาหารและน้ำหนักของลูกคนที่สองอาจน้อยกว่าปกติ เป็นเพราะหากร่างกายคุณแม่ยังทรุดโทรมไม่เข้าที่จากการคลอดลูกคนแรก และไม่สามารถรับประทานอาหารหรือเสริมสร้างอาหารให้กับลูกที่อยู่ในท้องได้ทัน น้ำหนักตอนคลอดอาจจะออกมาน้อยกว่าปกติได้ง่าย เพราะฉะนั้นระหว่างตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์บ่อยๆ

วิธีการเลี้ยงลูกแฝด

วิธีการเลี้ยงลูกแฝด

วิธีการเลี้ยงลูกแฝด

วิธีการเลี้ยงลูกแฝด – ลูกช่วยเติมความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว ขณะเดียวกันภาระการเลี้ยงดูบุตร ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่มักจะกังวลว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร ยิ่งถ้าเป็นเด็กแฝด ความกังวลจะเป็นทวีคูณ แต่การเลี้ยงลูกแฝดก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการเลี้ยงดูเด็กโดยทั่ว ๆ ไป และไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ก็คงจะต้องเตรียมสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อนซึ่งในกรณีที่มีเด็กแฝดคงจะต้องเตรียมทุกอย่างเป็น 2 เท่าของปกติ และที่สำคัญคือเตรียมคนที่จะมาช่วยคุณแม่หลังคลอด ในระยะแรกแม่ควรได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อของลูก หลักในการเลี้ยงดูเด็กก็คงจะประกอบไปด้วยการดูแลเรื่องอาหาร การดูแลความเป็นอยู่โดยทั่ว ๆ ไป และการดูแลยามเมื่อลูกเจ็บป่วย อาหารสำหรับทารกได้แก่นม นมที่ดีที่สุดก็คือนมแม่ ซึ่งง่ายในการให้ ไม่ยุ่งยากที่จะต้องเตรียม และมีประโยชน์มากที่สุดทั้งในแง่การเจริญเติบโต และพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ยังได้รับภูมิต้านทานโรคผ่านทางนมแม่อีกด้วย ตอนนี้คงจะเกิดปัญหาว่าจะให้นมแม่อย่างไร ในกรณีลูกแฝด เราสามารถให้นมแม่ พร้อม ๆ กันทั้ง 2 คน ด้วยวิธีต่อไปนี้

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งทราบว่า ตนเองกำลังจะมีลูกแฝดได้รู้สึกคือ ความปิติยินดีที่ได้มีลูกพร้อมกันทีเดียวสองหรือสามคน แต่ที่แน่ๆ คือความเหนื่อย และเวลาที่จะต้องใช้ ในการดูแลลูกแฝดนั้น มากกว่าสองเท่าแน่นอน การตั้งครรภ์แฝดนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาการคลอดก่อนกำหนด และทารกอาจจะไม่แข็งแรง มีน้ำหนักน้อย ทำให้ต้องอยู่ในตู้อบ และต้องการประคบประหงมอย่างใกล้ชิด ดังนั้นการฝากครรภ์ และการดูแลตนเองของคุณแม่ ตามคำแนะนำของสูติแพทย์นั้นสำคัญมาก เพื่อให้ทารกที่จะเกิดมามีสุขภาพที่แข็งแรง

เตรียมตัวให้พร้อม หลายเดือนก่อนที่ลูกฝาแฝดน่ารักของคุณจะเกิดพ่อแม่ควรเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับจำนวนลูกของคุณให้พร้อม ตรวจสภาพของใช้ว่าใช้การได้ดี ผ้าอ้อมต้องมีสต็อกไว้และต้องประกอบติดตั้งรถเข็นเด็กให้เรียบร้อย เตรียมตัวให้พร้อมทุกด้านก่อนถึงเวลาจริงจะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่มาก เพราะจะสามารถวางแผนในส่วนต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น การเตรียมตัวที่ดีเหล่านี้จะช่วยให้คุณฝ่าฝันอุปสรรคต่าง ๆ ในการเลี้ยงลูกแฝดในช่วงปีแรกได้ง่ายขึ้น

จัดการอย่างเป็นระบบ หากมีลูกแล้วแต่ไม่มีการจัดการที่ดีก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก พ่อแม่ควรวางแผนอย่างดีเพื่อที่จะผ่านพ้นช่วงปีแรกที่ยากลำบากของการดูแลลูกแฝดไปได้ด้วยดี เริ่มต้นด้วยการเก็บของใช้ประเภทเดียวกันไว้ในที่เดียวกัน จำไว้ว่าเก็บของอะไรไว้ที่ไหนเมื่อถึงเวลาจะหยิบใช้จะได้ไม่ งง การจัดเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเป็นระเบียบทำให้คุณทำทุกสิ่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่ยุ่งมากแค่ไหนก็ตาม

ขอความช่วยเหลือ คุณอาจจะไม่อยากยอมรับว่าคุณไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคุณเองเดียว แต่คุณก็อย่าปฏิเสธความช่วยเหลือเลยนะ เมื่อลูก ๆ ของคุณน่ารักออกอย่างนี้ ใคร ๆ ก็อยากจะช่วยคุณหากใครมาขอเป็นพี่เลี้ยงให้ลูก ๆ ของคุณ ก็ให้เขามาช่วยได้เลย ไม่เพียงแค่คุณจะได้มีเวลาผ่อนคลายและเติมพลังให้ร่างกายบ้าง แต่ก็ยังช่วยผ่อนคลายจิตใจของคุณหลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคในการเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่ทุกวันอีกด้วยคุณจะได้มีเวลาสังเกตและนึกถึงความน่ารักของลูกคุณได้ดีขึ้น

ลงทุนจัดการกับบ้าน ลูกแฝดของคุณต้องสำคัญกว่าเสื้อผ้าสกปรกกองโต จานชามท่วมอ่างและพื้นที่บ้านรก ๆ อยู่แล้วแต่จะให้อยู่ในบ้านที่รกอย่างกับเล้าหมูก็คงไม่ไหว เพราะนอกจากจะทำให้ลูกน้อยฝาแฝดของคุณติดเชื้อไวรัสจากเชื้อโรคต่าง ๆ แล้วบ้านรก ๆ ยังทำให้คนในบ้านเครียดโดยไม่รู้ตัวอีกด้วยแม้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกนิด แต่การจ้างคนทำความสะอาดบ้านสักอาทิตย์ละครั้งสองครั้งก็คุ้มค่ากว่าที่คุณคิด นอกจากบ้านจะสะอาดสะอ้านดีแล้วยังช่วยให้พ่อแม่มีเวลาผ่อนคลายมากขึ้นหลักจากที่กล่อมเด็ก ๆ นอนแล้ว

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง ด้วย 15 วิธี

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง ด้วย 15 วิธี – เชื่อว่าคุณพ่อและคุณแม่คงอยากให้ลูกเรียนเก่งรุดหน้ากว่าใครเพื่อน การปลูกฝังให้ลูกเข้าใจวิธีการเรียนหนังสือที่ดีนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ความสามารถของเขาในการเรียนรู้ ดังนั้น หากคุณพ่อและคุณแม่ต้องการเลี้ยงลูกให้เรียนเก่ง คุณควรหาเทคนิคฝึกลูกให้เรียนเก่งและช่วยให้เขาเข้าใจวิธีการเรียนหนังสือที่ถูกต้อง วันนี้เรามีวิธีสอนลูกให้เรียนเก่งไม่ว่าจะเป็นการอบรมเลี้ยงลูกให้เก่ง และการจัดการกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงกิจกรรมสำหรับเด็กที่ช่วยให้ลูกมีสมาธิมากขึ้น

1.ปลูกฝังให้รักการอ่าน

ไม่ได้หมายความว่าต้องบังคับให้ลูกอ่านหนังสือ หรือท่องตำราเรียน แต่นิสัยรักการอ่าน ต้องเริ่มสร้างกันตั้งแต่เด็กเริ่มสื่อสารได้เลย คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านนิทานให้ลูกฟังบ่อย ๆ หรือแม้แต่เวลาออกไปนอกบ้าน ก็สามารถอ่านชื่อร้านอาหาร หรือป้ายโฆษณาให้ลูกฟัง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มนุษย์จะสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุดเมื่อได้รับข้อมูลด้วยประสาทสัมผัส 2 ส่วนขึ้นไป เช่น ฟังและดูภาพประกอบ หรือดูและวาดเขียนตาม คุณควรชมลูกเมื่อเขาสามารถจำสัญลักษณ์หรือโลโก้ยี่ห้อสินค้าต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมองของลูกให้รู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ฝึกให้เด็กมีจินตนาการ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เขาอยากเรียนรู้ที่จะอ่านอีกด้วย

2.ฝึกสมาธิ

คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มฝึกให้ลูกทำสมาธิได้ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ เพราะยังเป็นช่วงอายุที่จิตใจยังผุดผ่อง ไม่มีเรื่องวุ่นวายกวนใจ จึงฝึกได้ง่ายกว่าตอนโต การให้เด็กฝึกนั่งสมาธิเพียงแค่วันละ 15 นาที โดยกำหนดลมหายใจเข้าออก จะสามารถช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี สามารถจดจำและเข้าใจในสิ่งที่เรียนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถจดจำสิ่งที่คุณครูสอนในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี

3.กำหนดเวลานอน

การนอนของลูก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลยหรือปล่อยผ่าน เวลานอนเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะตามใจเมื่อลูกโตขึ้นถึงช่วงอายุหนึ่ง แต่คุณควรจะให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาทุกวัน (อาจจะปล่อยให้นอนดึกขึ้นได้สักชั่วโมงในวันหยุด) อย่างน้อยจนถึงอายุ 10 ขวบ เด็กควรนอนประมาณ 9-10 ชั่วโมงทุกวัน และเข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่ม เพื่อให้โกรว์ธฮอร์โมนซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตทำงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้สมองปรอดโปร่ง ตื่นนอนเป็นเวลา ซึ่งก็จะทำให้หมดปัญหากับการขุดลูกออกจากเตียงทุกเช้า

4.ให้ลูกทำกิจกรรมหลากหลาย

อย่ามัวให้ลูกน้อยขลุกอยู่แต่กับมือถือ แท็บเลต ทีวี เกมคอมพิวเตอร์ หรืออัดตารางเรียนพิเศษแน่น ๆ ให้ลูก แต่เด็ก ๆ ควรมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น ดนตรี กีฬา สันทนาการ เพื่อที่เขาจะได้พัฒนาทักษะทั้งด้านร่างกาย สังคมและจิตใจอย่างเหมาะสม คุณควรมีเวลาพาลูกออกไปเล่นนอกห้องเรียนบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้เมืองไทยจะเป็นเมืองร้อน แต่คุณก็ไม่ควรพาลูกไปอยู่แต่ในห้างสรรพสินค้า ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปสวนสาธารณะ สนามกีฬาใกล้บ้าน วัด พิพิธภัณฑ์หรือสถานที่อื่น ๆ ดู เด็ก ๆ อาจจะค้นพบความสามารถหรือความสนใจเฉพาะด้านเพิ่มเติมจากกิจกรรมเหล่านี้ก็เป็นได้

5.สอนให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการช่วยทำงานบ้านจะทำให้ลูกเรียนเก่งขึ้นได้อย่างไร แต่การมอบหมายหน้าที่ให้ลูกช่วยทำงานบ้านง่าย ๆ เช่น เก็บของเล่น เก็บที่นอน ล้างผักผลไม้ หรือกรอกน้ำ จะเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในหน้าที่ รู้จักแบ่งเวลา เรียงลำดับความสำคัญของงาน และรู้จักช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อโตขึ้นเขาก็จะรู้ว่าเวลาใดต้องทำการบ้าน ทำงานบ้าน อ่านหนังสือ หรือออกไปเที่ยวเล่น

6.คนเรียนเก่ง แบ่งเวลาเป็น

เคล็ดลับข้อแรก ถึงแม้ว่าเราจะชอบเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ขอแค่เราแบ่งเวลาให้เป็น เวลาไหนเล่นก็เล่น เวลาไหนเรียนก็เรียน จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ขอเจียดเวลามาเรียนนอกเหนือจากในห้องเรียนสักวันละ 30 นาที 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว (เสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องก็ได้) ทำง่ายๆแต่ได้ผลชงัดนัก

7. คนเรียนเก่ง ทบทวนล่วงหน้า-หลังเรียน เข้าหัวไม่ต้องจำ

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง เชื่อว่าข้อนี้ถูกใจคนขี้เกียจจำไม่น้อย (นายติวฟรีเองก็ด้วย หึหึ) เคล็ดลับง่ายๆ อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียนสัก 10-15 นาที อ่านผ่านๆแค่หัวข้อก็พอว่าวันนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง พอตกเย็น ก็อ่านทบทวนผ่านๆอีกรอบว่าวันนี้เราเรียนอะไรไป วันต่อวัน มันจะเข้าไปอยู่ในหัวเองไม่ต้องออกแรงจำให้เมื่อย แถมทำบ่อยๆมันจะประติดประต่อกันเองทั้งเทอม โอ้ สบายเลย

8. คนเรียนเก่ง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง

แม้หลายๆคนจะรู้อยู่ว่าดินพอกหางหมูไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าทุกๆคนก็เคย หรือยังมีดินพอกหางหมูอยู่ทั้งนั้น นายติวฟรีเองเคยพอกนานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ มันลำบากมากที่ต้องมาตามแก้ดินพอกหางหมู บางครั้งใช้เวลามากกว่าเดิม 3 เท่าบ้าง 4 เท่าบ้าง รู้งี้ทำซะเลยไม่ปล่อยให้พอกก็ดีหรอก

9. คนเรียนเก่ง ไม่เรียนอัดก่อนสอบ

วิธี เลี้ยง ลูก ให้ เรียน เก่ง ข้อนี้ตามสองข้อที่แล้วมาติดๆ ถ้าน้องปล่อยพอกไว้ตั้งแต่ต้นเทอม ยันปลายเทอม แล้วมาอัดอ่านทีเดียวก่อนสอบ มันจะไม่ทันเอา หลายเรื่อง หลายวิชา ถ้าใครเคยเรียนอัดก่อนสอบคงรู้ดี (นายติวฟรีก็เคยทำ) ว่า อ่านบทแรกก็ยังโออยู่ แต่พออ่านบทสอง ดั๊นลืมบทแรก พออ่านบทสาม ดั๊นลืมบทสอง ฯลฯ แบบนี้เรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง มาดูตัวอย่างสดๆกันตรงนี้เลย นายติวฟรีถามว่า เคล็ดลับข้อแรกคืออะไร (ห้ามย้อนกลับไปอ่านนะ) เชื่อว่าตอบไม่ได้กันเกินครึ่ง อิอิ จริงๆแล้วมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่นะว่า สมองของคนเรา จะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดีโดยค่อยๆจดค่อยๆจำสะสมไปเรื่อยๆ ถ้ามาพยามจดจำในระยะเวลาสั้นๆ มันจะไม่เข้าหัว ขนาดไอน์สไตน์ฉลาดเป็นกรด ก็ยังจำเยอะๆ ในเวลาสั้นๆ ไม่ไหวเลย

10. คนเรียนเก่ง ลงมือทำโจทย์ แบบฝึกหัด การบ้าน

น้องๆหลายคนมองข้ามการทำโจทย์และแบบฝึกหัดต่างๆไปโดยสิ้นเชิง แล้วกลับไปให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหา หรือทฤษฎีต่างๆ หลายๆคนหนักข้อ แบบฝึกหัดข้อแรกที่ได้ทำคือในห้องสอบนั่นเอง แล้วมันจะทำได้ยังไง T_T พอออกมาจากห้องสอบก็น้ำตาตกในทำไม่เป็น นักฟุตบอลเก่งๆอย่างเมสซี่ เขามีความลับในความเก่งซ่อนอยู่ นั่นคือ เขาใช้เวลาเรียนทฤษฎีนิดเดียว เอาให้ได้ครบสักรอบสองรอบก็พอ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปทุ่มเทให้กับการซ้อมในสนาม (ทำแบบฝีกหัด) อย่างหนักทุกวันๆ ถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนเมสซี่เล่นบอลเก่ง เราก็ต้องขยันทำแบบฝึกหัดเยอะๆเข้าไว้

11. คนเรียนเก่ง ทำ mindmap เรียนรู้จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก

มันจะง่ายกว่าเยอะมากถ้าเรามองความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมดโดยรวม ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีหัวข้ออะไรบ้าง แต่ละหัวข้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างการทำ mindmap นั้นช่วยได้มากๆ ที่สำคัญทำง่ายด้วย ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แค่มีกระดาษกะปากกา ก็สามารถทำเองได้แล้ว

12. คนเรียนเก่ง ทำสรุป/ช้อตโน้ตด้วยตัวเอง

การทำสรุปหรือช้อตโน้ตจะเป็นเสมือนการทบทวนและสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง น้องๆจะมีสรุปของเพื่อนที่เก่งๆก็ได้ แต่สำคัญคือ ให้ทำเวอร์ชันของตัวเองด้วย (เขียนสรุปจากสรุปของเพื่อนก็ได้นะ) แค่การทำก็เหมือนว่าได้ทบทวนไปแล้วรอบนึง ที่สำคัญคือ เมื่อตัวเองมาอ่านสรุปของตัวเองแล้วนั้น มันจะจำได้ชัดเจนมากกว่าการอ่านสรุปของคนอื่นมากๆ ยิ่งถ้าเขียนสรุปด้วยปากกาหลายสี วาดรุปน่ารักๆลงไป บางครั้งในห้องสอบ จำได้ด้วยแน่ะ ว่าตรงนี้เราสรุปด้วยปากกาสีอะไร วาดรูปอะไรลงไป

13. คนเรียนเก่ง ติวเป็นกลุ่มกับเพื่อน ผลัดกันถาม ผลัดกันตอบ

การอ่านคนเดียวบางครั้งเราก็มองข้ามเรื่องสำคัญบางเรื่องไป การจับกลุ่มกะเพื่อน ติว หรือผลัดกันถามตอบ ก่อนสอบ จะทำให้เราได้ในส่วนที่เรามองข้ามไป ถึงบางอ้อหลายจุด บางครั้งการจับกลุ่มถามตอบก่อนเข้าห้องสอบไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้เราจำอะไรดีๆได้มากกว่าที่คิดอีกนะ

14. มั่นใจในตัวเอง อย่าคิดว่าตัวเองไม่เก่งเรียนยังไงก็ไม่ได้

ข้อห้ามที่สำคัญมากๆ ห้ามคิดว่าตัวเองไม่เก่งแล้วไม่สามารถทำได้เด็ดขาด เด็กไม่เก่งก็มีวิธีเรียนดีของเด็กไม่เก่งเหมือนกัน ท้อได้แต่ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด

15. คนเรียนเก่ง ดูแลตัวเอง กินให้พอ นอนให้พอ

หลายๆคนคิดว่า นี่คือเคล็ดลับตรงไหนเนี่ย แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นสุดยอดเคล็ดลับ ที่ทำให้น้องเก่งจากภายใน ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ กินอิ่มนอนหลับ จะส่งผลให้ สมองปลอดโปร่งตามไปด้วย พอสมองปลอดโปร่ง จะแล่นมาก จำอะไรได้ง่ายกว่า เร็วกว่า เยอะกว่า ไม่ลองไม่รู้นะเออ

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด 

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด  – คุณแม่ทุกคนย่อมอยากมีลูกที่น่ารัก ฉลาดสมวัย ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยเทคนิคดี ๆ วันนี้อย่ารอช้าเราจำนำเทคนิคเลี้ยงลูกที่ช่วยให้ลูกรักของคุณมีมันสมองที่ชาญฉลาดสมวัยสมใจคุณแม่กันเลยจ้า วันนี้มี 5 เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ฉลาด ทั้งพัฒนาการด้านสมองและด้านอารมณ์ พ่อแม่ทุกคนต่างพยายามส่งเสริมให้ลูกได้มีสติปัญญาดี มีความฉลาดติดตัว ได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น หรือหาวิธีเก่งนอกหลักตำราเรียน แต่บางคนอาจจะเพิกเฉยต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกโดยสิ้นเชิง เด็ก ๆ อาจไม่ได้ถูกสอนให้รู้จักจัดการกับอารมณ์ตนเองในกรณีที่รู้สึกหัวเสีย ไม่พอใจในบางเรื่อง ถึงขั้นแสดงอาการก้าวร้าวออกมา นี่คือ เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้ฉลาด ทั้งมีสติปัญญาและมีความฉลาดทางอารมณ์

วิธีที่ 1 ค้นหาแรงจูงใจของลูก มองหาหาให้เจอว่าลูกมีความชอบด้านไหน ช่วยให้ลูก ๆ ค้นพบแรงบันดาลใจของเขาด้วยการให้ลองทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลาย ต้นกำเนิดของแรงจูงใจนั้นเกี่ยวพันกับอารมณ์ ความสนใจในกิจกรรมจะช่วยกระตุ้นให้ลูกพัฒนาทักษะด้านสังคม อารมณ์ และแม้กระทั่งสติปัญญาได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม ขอเพียงให้แน่ใจว่าสิ่งที่ลูกสนใจนั้นมันเป็นตัวช่วยสร้างแรงจูงใจหรือแรงบันดาลของเขา ซึ่งจะทำให้ลูกได้แสดงออกมาถึงความเป็นตัวเองได้

วิธีที่ 2 สอนลูกให้ลูกรู้วิธีแสดงอารมณ์ที่เหมาะสม เด็กบางคนมีปัญหาในการแสดงออกทางด้านอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอารมณ์ที่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรทำงานร่วมกับลูก ๆ เพื่อสอนให้พวกเขาแสดงอารมณ์เหล่านี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมไม่ว่าพวกเขาจะอยู่อารมณ์แบบไหนก็ตาม เช่น ถ้าลูกรู้สึกโมโห พยายามสอนลูกให้ระบายความโกรธออกมาอย่างเหมาะสม หาวิธีให้ลูกเปิดใจระบายให้พ่อแม่ฟัง ไม่ควรให้เด็กระงับอารมณ์เก็บไว้ เพราะจะนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ในชีวิตต่อจากนี้ได้

วิธีที่ 3 ส่งเสริมให้ฉลาดไปพร้อมกับอารมณ์ดี เรียนรู้ว่าลูก ๆ ของคุณนั้นจำเป็นต้องพัฒนาสิ่งใด เด็กทุกคนมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกต่างกัน แต่พ่อแม่นั้นย่อมรู้จักลูกของตัวเองดีพอที่จะเข้าใจว่าลูกนั้นมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างไร ดังนั้นการส่งเสริมเพื่อพัฒนาสติปัญญาของลูกควรจะควบคู่ไปกับพัฒนาทางด้านอารมณ์ที่ไม่สามารถที่จะมองข้ามได้ด้วย ทั้งสองอย่างนี้มีส่วนสำคัญ ผลที่เด็กจะได้ก็คือ การมีสติปัญญารอบด้านอย่างสมบูรณ์และมีความสามารถในการจัดการอารมณ์ เรียนรู้ในการทำกิจกรรมอย่างสนุกและอารมณ์ดี

วิธีที่ 4 สอนลูกให้รู้จักกับความล้มเหลว คนเก่ง คนฉลาด ก่อนที่จะประสบความสำเร็จบางคนอาจจะเคยล้มเหลวมาก่อน ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะสอนให้เห็นถึงความผิดพลาดและวิธีที่สามารถนำไปปรับปรุงแก้ไข เด็กที่มีความเก่งในการทำความเข้าใจกับอารมณ์จะสามารถตระหนักถึงสิ่งนี้ได้ แต่เด็ก ๆ ที่มีสติปัญญาที่มากบางคนอาจจะเห็นความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่ากลัว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความล้มเหลวสอนวิธีจัดการความล้มเหลวอย่างมีประสิทธิภาพว่าจะปฏิเสธหรือจะใช้ประโยชน์จากความล้มเหลวนั้นได้อย่างไร

วิธีที่ 5 สร้างลักษณะเฉพาะตัวของตัวเอง เด็กจะไม่สามารถมีความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างเต็มที่หากว่าไม่ได้ถูกปลูกฝังนิสัยให้รู้จักเห็นอกเห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเราหรือแม้กระทั่งใส่ใจความรู้สึกของตนเอง วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพ่อแม่ถึงต้องเลี้ยงลูกให้ฉลาดทางด้านสติปัญญาควบคู่ไปกับความฉลาดทางอารมณ์ด้วย เพื่อนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัวของลูก ให้เด็กได้เป็นในสิ่งที่เขาเป็น รู้ว่าอะไรคือความฝัน สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคืออะไร

วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด เป็นการส่งเสริมให้ลูกมีความสามารถในการจัดการทางอารมณ์จึงมีความสำคัญพอ ๆ กับการพัฒนาด้านสติปัญหาและในด้านอื่น ๆ ซึ่งพ่อแม่มีส่วนช่วยส่งเสริมและคอยเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอโดยไม่ทำให้พวกเขาเสียกำลังใจนะคะ

อาหารบำรุงสมอง ที่เต็มไปด้วยคุณค่าโภชนาการและสารอาหารที่มีประโยชน์กับสมอง

แซลมอน

1. อาหารบำรุงสมองแซลมอน

ปลาไขมันสูงอย่างปลาแซลมอนเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ชั้นเลิศที่มีกรดไขมัน EPA และ DHA สูง สารอาหารเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและพัฒนาสมองของลูกน้อย

มีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์แล้วว่า คนที่ทานกรดไขมัน EPA และ DHA เป็นประจำมักจะมีสมองเฉียบแหลมคิดได้อย่างฉับไว และทำแบบทดสอบทักษะด้านจิตใจได้ดี จริงอยู่ว่าปลาทูน่าก็มีโอเมก้า-3 แต่ก็ไม่ได้มีเยอะเท่าปลาแซลมอน “ปลาทูน่าเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี แต่เนื่องจากเป็นปลาไขมันน้อยจึงไม่ได้มีโอเมก้า-3 สูงเหมือนปลาแซลมอน”

นอกจากนี้ ปลาทูนาชนิด white (albacore) tuna ยังมีสารปรอทสูงกว่าปลาทูน่าชนิด light tuna ดังนั้นหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกาจึงมีประกาศเตือนให้ทานปลาทูน่าชนิด white (albacore) tuna ได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 6 ออนซ์ หรือ 170 กรัมเท่านั้น

กินแซลมอนให้มากขึ้น : เปลี่ยนจากแซนด์วิชทูน่ามาเป็นแซนด์วิชแซลมอนแทนดีกว่าค่ะ ผสมเนื้อปลาแซลมอนกระป๋องเข้ากับมายองเนสไขมันต่ำหรือโยเกิร์ตสูตรปราศจากไขมัน ใส่ลูกเกด แครอท และขึ้นฉ่าย (ใส่มัสตาร์ดไปสักนิดด้วยก็ได้ถ้าลูกชอบกิน) ประกบคู่ด้วยขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีซึ่งเป็นอาหารบำรุงสมองด้วยเช่นกัน

ไอเดียทำซุปแสนอร่อย : ใส่แซลมอนกระป๋องลงในซุปครีมบร็อกโคลี อาจเพิ่มบร็อกโคลีสับละเอียดลงในซุปด้วยเพื่อเพิ่มสารอาหารและรสสัมผัสละมุนลิ้น เด็กๆ ต้องชอบกันอย่างแน่นอนค่ะ

เมนูปลาแซลมอนจานเด็ด : เตรียมปลาแซลมอนกระป๋อง 400 กรัม ผักปวยเล้งหั่น 450 กรัม หอมใหญ่หั่นละเอียด ½ ลูก กระเทียมบด 2 กลีบ เกลือ ½ ช้อนชา พริกไทยดำนิดหน่อย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ ตั้งกระทะไฟปานกลาง ทอดด้วยน้ำมันมะกอกโดยใช้ไม้พายกดให้แบนลง แล้วยกขึ้นเสิร์ฟทานกับข้าวกล้องร้อน ๆ เป็นอาหารสมองที่อร่อยและมีประโยชน์กับลูกน้อยมากค่ะ

 

อาหารบำรุงสมอง ไข่

2. อาหารบำรุงสมอง  “ไข่

เป็นที่รู้กันดีว่า “ไข่” ให้โปรตีนสูง แต่นอกเหนือจากโปรตีนแล้ว ไข่แดงยังอุดมไปด้วยโคลิน (choline) ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาความจำด้วยค่ะ

กินไข่ให้มากขึ้น : ส่งลูกไปโรงเรียนด้วยอาหารเช้าจานไข่แบบง่ายๆ เช่น ไข่คนกับขนมปัง หรือทำ McMuffin เองที่บ้าน แค่ทอดไข่ใส่บนมัฟฟินสไตล์อังกฤษแล้วโรยด้วยชีสสูตรไขมันต่ำ รับรองอาหารสมองเมนูนี้ อร่อยเหาะ ถูกใจลูกๆ อย่างมาก

วิธีเลี้ยงลูก แรกเกิด

วิธีเลี้ยงลูก แรกเกิด 

วิธีเลี้ยงลูก แรกเกิด 

วิธีเลี้ยงลูก แรกเกิด  – คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะได้ยินพ่อแม่หลายคนที่ผ่านประสบการณ์เลี้ยงลูกน้อยมาแล้วพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการ เลี้ยงทารกแรกเกิด นั้นเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก ตั้งแต่การให้นมไปจนถึงเรื่องเปลี่ยนผ้าอ้อม แม้แต่การนอนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ดิเอเชี่ยนพาเร้นท์จะมาช่วยชีวิตพ่อแม่มือใหม่พร้อมกับเคล็ดลับการเลี้ยงลูกอันเป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงบทบาทครั้งใหม่นี้ได้อย่างราบรื่น และทำให้การใช้ชีวิตในฐานะพ่อแม่มือใหม่ง่ายขึ้นมาบ้าง

จงหลับเมื่อตอนลูกหลับ แน่นอนว่ามันฟังดูเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เอาเข้าจริงยังมีพ่อแม่หลายคนที่ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนตอนที่ลูกน้อยกำลังหลับ เพราะคิดว่าจะใช้เวลานี้ทำเรื่องอื่นให้เสร็จ ๆ อย่าเพิ่งคิดแบบนี้ในตอนที่คุณจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอเท่าที่จะเป็นไปได้เวลาเลี้ยงลูกนะคะ ดังนั้นนอนหลับไปพร้อมกับลูกน้อยเพื่อให้ได้การหลับพักผ่อนมากเท่าที่จะสามารถทำได้ดีกว่าค่ะ

อย่าไปคิดว่าที่ลูกร้องไห้หมายถึงพร้อมที่จะตื่นนอน บ่อยครั้งที่ทารกนั้นปลุกให้ตัวเอง (รวมทั้งพ่อแม่ด้วย) ตื่นด้วยการร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวน้อยพร้อมที่จะตื่นนอนนะ ในฐานะพ่อแม่แล้วมันเป็นสัญชาติญาณแรกที่จะต้องตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับทารกและเช็กดูให้แน่ในว่าทุกอย่างปกติดีอยู่บนที่นอนของลูก ก่อนที่จะพาลูกเข้าสู่โหมดนอนหลับอีกครั้ง

ต้องเรียนรู้วิธีพื้นฐานการหัดห่อตัวทารกแรกเกิดให้เป็น

  • วางผ้าห่อตัวเป็นรูปข้าวหลามตัด
  • พับมุมบนของผ้าลงมาตรงกลาง
  • อุ้มทารกวางโดยให้คออยู่ตรงมุมที่พับลงมา
  • วางแขนของลูกให้ชิดกับลำตัวแล้วจับมุมผ้าด้านหนึ่งเข้ามาห่อลำตัวลูกไว้และเหน็บปลายผ้าไว้ใต้แขน
  • จากนั้นพับปลายผ้าด้านล่านขึ้นมาเพื่อปิดขา
  • จับผ้าจากอีกด้านเข้ามาห่อตัวและเก็บชายผ้าเข้ามาใต้ตัวลูก

ใช้น้ำมันมะพร้าวทาที่ก้นเบบี๋ น้ำมันมะพร้าวสารพัดประโยชน์ช่วยรักษาผื่นผ้าอ้อมของลูกน้อยได้ดีพอ ๆ กับครีมทาผื่นผ้าอ้อม และยังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อยีสต์ได้อีกด้วย แถมยังสร้างความชุ่มชื้นให้กับก้นของลูก และช่วยเช็ดทำความสะอาดก้นลูกน้อยได้อย่างหมดจด

ใช้ชุดหมีให้ถูกต้อง ชุดหมีของทารกหรือเบบี้สูทนั้นได้ถูกออกแบบมาให้มี “กระดุมที่ชายเสื้อ” ที่ช่วยให้การเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดส่วนล่างของลูกนั้นง่ายขึ้นแทนที่จะต้องถอดชุดหมีออกทั้งตัว

ออกกำลังท่าปั่นจักรยานช่วยระบายลมให้เจ้าตัวน้อย เมื่อทารกเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ท้องอืด ทำให้ลูกร้องไห้งอแง สิ่งที่จะช่วยให้แก๊สได้ระบายออกจากตัวลูกนอกจากการช่วยทำให้ลูกเรอแล้ว การทำท่าคล้ายปั่นจักรยานกลางอากาศด้วยการวางลูกนอนหงายและหมุนขาเป็นรอบ ๆ ก็จะช่วยไล่แก๊สออกมาจากในกระเพาะ สบายท้องขึ้น

ใช้เสียง White Noise เพื่อให้ลูกหลับ เราพูดถึงเสียงนี้อยู่บ่อยครั้งว่ามันสามารถช่วยให้ลูกน้อยได้นอนหลับภายในห้องเงียบ ๆ ได้ดี เสียง White Noise คือเสียงเบาๆ อย่างเสียงพัดลมตั้งโต๊ะ เสียงฟ้าฝนจากธรรมชาติ ฯลฯ ที่คุณแม่สามารถเปิดได้จากแอพพลิเคชั่นหรืออุปกรณ์ซึ่งสร้างเสียง White Noise ในระดับที่เบา ๆ ที่จะฝึกให้หูของลูกนั้นมีความไวน้อยลงต่อเสียงรบกวนเล็ก ๆ น้อยที่จะไม่ช่วยทำให้คุณหนูตื่นขึ้นมาได้ง่าย ๆ

วิธีเลี้ยงลูก แรกเกิด อย่าปล่อยให้ลูกน้อยตื่นอยู่นานกว่า 1 ชม. ครึ่ง สำหรับทารกแรกเกิดนั้น แม้จะมีการนอนที่ยังไม่เป็นเวลา แต่พวกเขาควรได้นอนต่อวันประมาณ 16-18 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลดีต่อการสร้าง Growth Hormone หรือฮอร์โมนการเจริญเติบโตให้ทำงานในขณะที่หนูน้อยนอนหลับ ให้ร่างกายของทารกเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ การกระตุ้นให้ลูกเล่นหรือตื่นนานจนเกินไปจะเป็นการไปรบกวนพัฒนาการของลูกน้อยแรกเกิด แถมส่งผลต่ออารมณ์ลูกได้อีกนะคะ

เชื่อหรือไม่ว่าเด็กทารกแรกเกิดนั้นสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่คลอดออกมาสู่โลกภายนอก ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกสามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่แรกคลอด นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากเลยใช่ไหมคะ? เรามาดูความสามารถและพัฒนาการของทารกแรกเกิดกันค่ะ

ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ทารกแรกเกิดสามารถรับรู้ได้

1. ด้านสายตา

ทารกสามารถมองเห็นได้แต่ยังไม่ชัดค่ะ เพราะระบบการทำงานของตาทั้งสองข้างยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน ระยะการมองที่ชัดเจนที่สุดคือ 8-10 นิ้ว คุณแม่ต้องระวังไม่ควรให้ทารกมองแสงที่จ้าตาเกินไป

2. การได้ยิน

ระบบประสาทในส่วนของการได้ยินของทารกนั้นเริ่มทำงานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ช่วงไตรมาสสุดท้ายแล้ว คุณแม่หลาย ๆ ท่านอาจจะเริ่มพูดคุยกับลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทารกแรกเกิดสามารถได้ยินเสียงแล้วเพียงแต่ว่าอาจจะยังแยกแยะเป็นคำไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปสัก 2-3 วัน ทารกก็จะสามารถจำเสียงได้อย่างแม่นยำ เริ่มค่อย ๆ แยกแยะได้ว่าเสียงไหนเป็นเสียงของพ่อและแม่และเสียงไหนเป็นเสียงคนอื่น เสียงที่ทารกชอบในช่วงนี้ก็คือเสียงที่ดังเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของคุณแม่นั่นเอง เพราะเป็นเสียงที่เค้าคุ้นเคยตั้งแต่อยู่ในท้องค่ะ

3. กลิ่น

ลูกจะรับรู้กลิ่นของแม่ได้และแยกได้ว่าคนอื่นไม่ใช่แม่ ความสามารถนี้เกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 วัน หลังคลอด และจะสามารถแยกกลิ่นน้ำนมแม่ออกจากนมแบบอื่นได้ด้วยค่ะ สิ่งที่สำคัญคือให้ระวังกลิ่นฉุนต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อลูก เพราะลูกยังไม่สามารถหลีกหนีจากกลิ่นไม่พึงประสงค์เหล่านั้นได้

4. รสสัมผัส การใช้ลิ้น

ในช่วงแรกเกิดการใช้ลิ้นของลูกนั้นจะเป็นในเรื่องของการสัมผัสมากกว่าในเชิงรสชาติ แต่หลังจากได้กินนมก็จะสามารถรับรู้ถึงรสชาติของน้ำนมได้แล้ว รสชาติที่ลูกชอบที่สุดคือนมแม่

5. ผิวสัมผัส

ทารกมีความไวต่อสิ่งที่มาสัมผัสทางผิวหนังเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ลองใช้นิ้วเขี่ยลงบนฝ่ามือของทารกดูสิคะ เค้าจะรีบกำนิ้วมือของคุณทันที หรือลองใช้นิ้วเขี่ยเล่นที่ปากและแก้มของลูก เขาก็จะขยับและหันหาเช่นกัน นอกจากนี้การที่คุณพ่อและคุณแม่ได้อุ้มหรือโอบกอดลูก เขาจะสัมผัสได้ถึงการโอบกอดที่มีความอบอุ่นและสบายใจ

ตั้งแต่แรกเกิดสมองและประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เช่น เพียงแค่ 2 สัปดาห์แรกลูกจะรู้ทันทีว่าใครเป็นคนเลี้ยง ถ้าเปลี่ยนคนเลี้ยงลูกก็จะรู้เช่นกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจลูกตั้งแต่แรกเกิด และ คอยช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสต่าง ๆ ให้ลูกอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ของลูกค่ะ